"อมตะ"ตั้งเป้าขายที่ดินปีนี้1,400ไร่ดันรายได้โต10%หลังการเมืองคลี่คลาย พร้อมเลื่อน"อมตะ วีเอ็น"เข้าตลาด
นายสตีเว่น ซิว ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายบริหารการลงทุนและฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท อมตะ คอปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากปัญหาการเมืองคลี่คลายและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ถือเป็นข่าวดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยในปีนี้มองว่ายอดขายที่ดินจะอยู่ที่ 1,400 ไร่ ผลักดันรายได้ให้เติบโตมากกว่าปีก่อน 10%
"หลังจากปัญหาการเมืองคลี่คลายทำให้ภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมดีขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาซื้อที่ดินต่อเนื่อง จึงมองว่า ผลการดำเนินงานในปีนี้ในด้านรายได้น่าจะเติบโตในระดับ 2 หลัก"
เขากล่าวว่า นักลงทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ผลจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ระหว่างจีนกับเวียดนาม ทำให้มีการย้ายฐานการผลิต ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นและเกาหลียังเข้ามาลงทุนต่อเนื่องส่งผลดีกับบริษัทอย่างมาก โดยครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายที่ดิน 650 ไร่
สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีน่าจะมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งจะมาจากงานในมือที่รอรับรู้รายได้ประมาณ 70% จากทั้งหมด 4,500 ล้านบาท จะผลักดันผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังให้พุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงการปรับราคาขายที่ดินเพิ่มขึ้น ส่วนด้านการลงทุนซื้อที่ดินยังคงดำเนินการตามปกติ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายซื้อที่ดินเพิ่ม 1.5-2 พันไร่ต่อปี โดยจะเน้นใกล้พื้นที่เดิมของบริษัท
อย่างไรก็ตามสำหรับความคืบหน้าการเข้าจดทะเบียนของบริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) คงต้องเลื่อนออกไปเป็นช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 เนื่องจากบริษัทต้องการเปลี่ยนมูลค่าระดมทุนใหม่ ซึ่งต้องมีการแก้ไขในไฟลิ่ง รวมถึงกลุ่มอมตะมองว่าตลาดหุ้นยังมีความผันผวนสูง ยังไม่เหมาะกับการเข้าจดทะเบียน
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัท ขาดทุนในไตรมาส 2 หลังยอดโอนที่ดินน้อยมาก บริษัท รายงานขาดทุนสุทธิ 12 ล้านบาทซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก หลัก ๆ มาจากการโอนที่ดินได้น้อย ส่งผลให้รายได้จากการขายที่ดินลดลงเหลือเพียง 164.5 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 1.56 พันล้านบาท ส่งผลให้มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน ส่วนรายได้จากการให้บริการสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาที่ 343 ล้านบาท ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือน มีกำไรสุทธิที่ 385 ล้านบาท ลดลง 26%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านยอดจองที่ดิน 5.2 พันล้านบาท แบ่งเป็น 3 พันล้านบาท จากนิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร และ 1.7 พันล้านบาทจากนิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ ส่วนที่เหลือเป็นบริษัทร่วมทุนไทย-จีน เราคาดว่ารายได้ในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น หลังมีการอนุมัติโครงการใหม่ ๆ จาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้ ยอดจองที่ดินสูงขึ้น
อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของ บีโอไอ จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มนิคม ทั้งนี้ ยอดจองของ บริษัท มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับยอดขอส่งเสริม บีโอไอ สูงถึง 85% ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยง คือ ยอดจองที่น้อยกว่าคาด และความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว และอาจเกิดการย้ายฐานการผลิต









