Demand สูง หนุนกำไรสุทธิเติบโต
ผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่
TAE ผลิตและจำหน่ายเอทานอลจากกากนํ้าตาลและมันสำปะหลังรายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ด้วยกำลังผลิต 3.65 แสนลิตรต่อวัน โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มโรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งจะนำเอทานอลที่ TAE จำหน่วยไปใช้ผสมตามสัดส่วนในนํ้ามันเบนซินเป็นนํ้ามันแก๊สโซฮอล์สำหรับใช้ในรถยนต์ อย่างไรก็ตามปัจจุบันธุรกิจถือว่ามีการแข่งขันทางด้านราคาสูงจากปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) กว่า 45% ของกำลังผลิตทั้งหมด ขณะที่ TAE พึ่งพาวัตถุดิบจากผู้ผลิตเพียงรายเดียวทำให้มีความเสี่ยงปัญหาวัตถุดิบในอนาคต
ธุรกิจได้ประโยชน์จากการสนับสนุนของนโยบายภาครัฐ
เราคาดว่าความต้องการใช้เอทานอลในปี 2557 จะปรับเพิ่มจากปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้นโยบายรถคันแรกของภาครัฐ นอกจากนี้เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจเอทานอลในระยะยาว เนื่องจากแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ. 2555 – 2564) ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่ม Demand เอทานอลในประเทศจาก 1.3 ล้านลิตร ในปี 2555 เป็น 9 ล้านลิตร ภายในปี 2564 โดยภาครัฐประกาศยกเลิกการใช้นํ้ามันเบนซินพื้นฐาน (เบนซิน 91) และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ผลิตรถยนต์ E85 รวมทั้ง ECO-Car E85 รวมทั้งเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังและอ้อย เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบสำหรับการผลิตเอทานอล
คาดกำไรสุทธิปี 2557 เพิ่มขึ้น 93%YoY
ในปี 2557 เราคาดหมายจะเห็นการขายเอทานอลของ TAE ไม่ตํ่ากว่า 90 ล้านลิตร ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 45% YoY ตาม Demand ในประเทศที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลประกอบการปี 2557 ยังจะได้ประโยชน์จากต้นทุนขายและบริหารที่ลดลงหลังจากสามารถเดินเครื่องหน่วยผลิตที่ 2 เต็มที่ รวมทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลง จากการชำระคืนเงินต้น ทำให้เราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2557 จะอยู่ที่ 227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93%YoY
ผลตอบแทนจากปันผลสูงถึง 6.8%
เรามองว่า TAE มีความโดดเด่นจากเรื่องเงินปันผลที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากผลประกอบการปี 2557 ได้สูงถึง 6.8% อิงตามนโยบายการจ่ายเงินปันผล 60% ของกำไรสุทธิ ขณะที่เราให้มูลค่าเหมาะสมของ TAE ไว้ที่ 2.50 บาท โดยประเมินจาก Theoretical PER ที่ 11 เท่า สูงกว่าราคา IPO ราว 25%
Investment Case
SUTHA ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภท (1) ปูนขาว คือ แคลเซียมออกไซด์ และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ และ Z2) แคลเซียมคาร์บอเนต ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก เคมี นํ้าตาล เหมืองแร่ อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ เป็นต้น ในส่วนของแคลเซียมคาร์บอเนต เป็นสารตัวเติมเต็ม (Filler) และตัวเพิ่มปริมาณ (Extender) เพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซื้อมาขายไป และสินค้า/บริการอื่น และให้บริการ จำหน่าย และติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์การผลิตปูนขาวด้วย
คาดกำไรสุทธิปี 2557 เติบโต 93%YoY
ความต้องการใช้เอทานอลยังคงเติบโตสูง จากผลของการยกเลิกการใช้นํ้ามันเบนซิน 91 รวมทั้งปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 1 – 2 ที่ผ่านมา ทำให้เราคาดว่า TAE จะมียอดขายเอทานอลในปี 2557 ไม่น้อยกว่า 90 ล้านลิตร และเป็นปัจ จัยที่ทำให้เราประเมินว่ารายได้ในปี 2557 จะเพิ่มขึ้น 45%YoY (สมมติฐานราคาขายเอทานอลอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงกับปี 2556 ที่ผ่านมา) นอกจากยอดขายเอทานอลที่เพิ่มขึ้น เราเชื่อว่าผลประกอบการปี 2557 ยังได้ประโยชน์จาก (1) ต้นทุนในการขายและบริหาร จากการเดินเครื่องสายการผลิตที่ 2 เต็มปี ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลดลง และ (2) ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการชำระคืนเงินต้น (หนี้สินต่อทุนสุทธิลดลงจาก 1.4 เท่า ในปี 2556 เหลือ 0.6 เท่า ในปี 2557) ทำให้เราคาดว่า TAE จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93%YoY
คาดเงินปันผลจะให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 6.8%
เราประเมินมูลค่าเหมาะสมของ TAE ไว้ที่ 2.5 บาท คำนวณจาก Theoretical PER ที่ 11 เท่า (กำไรต่อหุ้น 0.23 บาท) มูลค่าเหมาะสมสูงกว่าราคา IPO ประมาณ 25% (ราคา IPO อยู่ที่ 2 บาท) การลงทุนใน TAE นอกจากเราคาดหมายจะเห็นกำไรสุทธิปี 2557 ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว TAE ยังมีผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 6.8% เมื่อเทียบกับราคา IPO โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 60% ดีกว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลของธุรกิจผลิตไฟฟ้า (กลุ่มพลังงาน) ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3%









