สมาคมค้าปลีกไทยระบุกำลังซื้อไตรมาสแรกถึงจุดต่ำสุด มั่นใจภาวะการบริโภคไม่เลวร้าย หวังการเมืองคลี่คลายกระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลังทันไฮซีซัน
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงต่อเนื่องมากว่า 5 เดือน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ฉุดกำลังซื้อในช่วงที่ผ่านมา ผลสำรวจหลายสำนักออกมาตรงกันว่าผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยในสถานการณ์การเมืองตึงเครียด ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีก มูลค่าตลาดรวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท เติบโตแบบชะลอตัว ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพื่อช่วงชิงยอดขายท่ามกลางปัจจัยลบ
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า การชะลอตัวของกำลังซื้อลงมาถึงจุดต่ำสุด ไม่น่าจะเลวร้ายไปกว่านี้ หากสถานการณ์การเมืองคลี่คลายได้ในเร็ววัน จะกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายโดยรวมกระเตื้องขึ้น
ทั้งนี้ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกเติบโต 2-3% คาดการณ์ไตรมาส 2 ขยายตัว 6-7% ทำให้ภาพรวมครึ่งปีแรกน่าจะเติบโตในระดับ 4-5% ขณะที่ปีนี้คาดเติบโต 6-8% ถือว่าอยู่ในอัตราถดถอยเทียบปีก่อนหน้าเติบโต 9% และหลายปีที่ผ่านมาเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก แต่ยังสูงกว่าอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศ เฉลี่ย 3-4%
ก่อนหน้านี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ยังประเมินว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและภาคการค้าปลีก ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวม 1.4 ล้านล้านบาท เติบโตแบบชะลอตัว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบและแนวโน้มการเติบโตในแต่ละเซ็กเมนท์ธุรกิจค้าปลีก
ตลาดแข่งดุ หวังการเมืองฟื้น หนุนไฮซีซัน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกของผู้ประกอบการแต่ละค่าย ทำให้ตลาดยังมีการเติบโตถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ท่ามกลางปัจจัยลบต่างๆ โดยมุ่งกิจกรรมการตลาดลดแลกแจกแถม การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง การทำตลาด ณ จุดขาย เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ รวมทั้งการใช้ "ออนไลน์" ในการสื่อสารและเป็นช่องทางขายใหม่เจาะตรงลูกค้าเป้าหมายเพิ่มโอกาสซื้อ-ขายสินค้าและบริการมากขึ้น
"ภาคธุรกิจต้องการให้ปัญหาการเมืองคลี่คลายในเร็ววัน เชื่อว่าจะทำให้กำลังซื้อ เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะไฮซีซันในไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นฤดูกาลขายประจำปี"
ฟื้นเชื่อมั่นดึงต่างชาติชอปปิง
นอกจากนี้ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่างชาติ ทั้งในเชิงการลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐและหน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทยมากขึ้น โดยโปรโมทไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางแห่งการชอปปิง หรือท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ มีสินค้าและบริการรองรับครบวงจรในการกิน ดื่ม ชอปปิง เพื่อเพิ่มยอดการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน รัฐต้องมีการสนับสนุนการขยายตัวของภาคค้าปลีกอย่างชัดเจนทั้งในประเทศ และในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากภาคค้าปลีกเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้มีความเข้มแข็งด้วยการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างโอกาสทางการตลาดทดแทนตลาดในประเทศที่ต้องเผชิญความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง
แพลทินัมชี้ลูกค้าต่างชาติเหลือ 50%
นายศิริชัย ประพันธ์ธุรกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอาหาร ศูนย์การค้า เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ กล่าวว่า สถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าภายในศูนย์การค้า เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ในไตรมาส 2 ลูกค้าชาวไทยเริ่มกลับมาใช้บริการตามปกติ 100% ส่วนชาวต่างชาติใช้บริการในอัตรา 50% โดยแผนการตลาดช่วงไตรมาส 2 ยังคงเน้นกิจกรรมสร้างสีสันอย่างต่อเนื่อง ลักษณะกิจกรรมจะผสมผสานมากขึ้น มีทั้งรูปแบบงานธีมแฟชั่น และ ธีมวัฒนธรรม
ขณะที่แผนงานครึ่งปีหลัง ยังคงเน้นกิจกรรมลักษณะธีมแฟชั่น และธีมวัฒนธรรม พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรการค้า ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน บัตรเครดิต ฯลฯ เพื่อต่อยอดพัฒนาศักยภาพร้านค้า ให้มีความแข็งแกร่ง เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น
"คาดว่าสถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายในทิศทางที่ดีขึ้น จนเป็นปกติ ลูกค้าต่างชาติจะกลับมามากขึ้นเหมือนเดิม"
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังต้องเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ เพื่อปรับแผนดำเนินกิจกรรมวางแผนการตลาดให้สอดรับกับสถานการณ์
โรบินสันชี้ไตรมาส 2 กระเตื้อง
นายธรรม์ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายการตลาด บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากเทศกาลสงกรานต์และเข้าสู่ช่วงเปิดภาคการศึกษาในเดือนพ.ค. เชื่อว่าบรรยากาศการซื้อขายปีนี้ จะกลับมาคึกคัก หลังจากการชุมนุมการเมืองจำกัดพื้นที่ลง ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 2 ฟื้นตัวหรือปรับทิศทางดีขึ้น
"จะเห็นว่า บรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกเริ่มออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เปิดตัวสินค้าใหม่มากขึ้น เป็นสัญญาณที่ดี "
แนวทางการทำตลาดของโรบินสันในไตรมาส 2 เน้นความคุ้มค่า เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เผชิญปัญหาค่าครองชีพสูง โดยเฉพาะแคมเปญเทศกาลเปิดเทอมนี้ โรบินสันร่วมกับพันธมิตรร่วมมือกับผู้ประกอบการชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องใช้ ของเล่นเพื่อการศึกษา ระดมสินค้ากว่าแสนรายการ ลดแลกแจกแถมและชิงโชค ระหว่างวันที่ 18 เม.ย.-25 พ.ค. นี้ คาดว่าจะสร้างยอดขาย 300 ล้านบาท เติบโต 30% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทุนใหญ่เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง
สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนค้าปลีกขนาดใหญ่ แม้การเมืองจะส่งผลให้ยอดขายในห้างสรรพสินค้าในบริเวณพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองปรับตัวลดลงประมาณ 10% แต่ก็ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง
โดย นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เคยประเมินสถานการณ์ทางการเมืองไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะยืดเยื้อไม่เกิน 6 เดือนแรกของปีนี้ แต่หากเหตุการณ์คลี่คลายได้เร็ว จะยิ่งส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นการลงทุนในภาพรวม
“การเมืองช่วงที่แย่ที่สุดผ่านไปแล้ว อาจจะมีข้อดีในแง่ของความเคยชิน ทำให้ผู้บริโภคปรับตัว เมื่อเริ่มคุ้นและเคยชินก็อาจจะกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่กำลังซื้อขยายตัวสูงสุด ในปีนี้จึง “แผ่วลง” ถือเป็นเรื่องปกติ ประกอบกับมีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองทำให้ภาพรวมชะลอตัวลง เป็นการ “โตน้อยลง” แต่ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ดี” โดยภาพรวมจึงไม่ต่างจากทุกวิกฤติที่ผ่านมา และไม่แย่กว่าที่เคยเป็น โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวทั้งภูเก็ต พัทยา และ สมุย ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับภาคธุรกิจ กำลังซื้อขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง
นายทศ ย้ำถึงความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของประเทศไทย สะท้อนจากตัวเลขการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัลในปีนี้ สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ลงทุนระดับ 2-3 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ ปี 2557 จัดสรรงบ 4.4 หมื่นล้านบาท ขยายฐานธุรกิจทั้งในไทยซึ่งเป็นตลาดหลัก ตามด้วยอาเซียนและยุโรป เป็นการลงทุนที่พิจารณาถึง 2 ตัวแปรหลัก คือ ความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนเดอะมอลล์ใช้เม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท พัฒนาโครงการใหม่ ดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดบริการปลายปีนี้ และ ดิ เอ็มสเฟียร์ เปิดบริการปี 2559 เชื่อมต่อกับโครงการเดิม ดิ เอ็มโพเรี่ยม นับเป็นพื้นที่ค้าปลีกขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ยังไม่นับรวมโครงการใหม่ที่เตรียมแผนพัฒนาอีก 5-6 แห่ง หนึ่งในนั้น คือ เดอะมอลล์ บางนา
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ ผู้ประกอบการแต่ละรายต่างเร่งขยายสาขา โดยเฉพาะเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดสาขาใหม่อีก 600 แห่ง สูงกว่าทุกปี ส่วนแฟมิลี่มาร์ทเตรียมเปิดสาขา 308 แห่งในปีนี้ มากกว่าทุกปีเช่นกัน
ด้าน นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายกิจการบรรษัท บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารเครือข่ายร้านค้าปลีก "เทสโก้ โลตัส" กล่าวว่า บริษัทแม่ของเทสโก้ ที่ประเทศอังกฤษ มีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทย ทำให้เดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง และปรับตัวไปตามสถานการณ์นั้นๆ









