วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สสว.ประเมินพิษการเมือง กระทบเอสเอ็มอี2หมื่นราย

“สสว.” คาดเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองไม่เกิน 2หมื่นราย เตรียมดันโครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีรายย่อยทำประกันการขาดรายได้รายวัน

นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทย ยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจหลายประการ ที่สำคัญได้แก่สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมามา และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งสองปัญหาส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของเอสเอ็มอีทั้งระบบ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองจนไม่สามารถเปิดกิจการได้ตามปกติ หรือต้องปิดกิจการถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ทั้งนี้ในเบื้องต้น สสว.ประมาณว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองไม่เกิน 20,000 ราย หรือประมาณ 0.8% ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศซึ่งมีทั้งหมดกว่า 2.8 ล้านราย

นายปฏิมา กล่าวว่า สสว.กำลังอยู่ระหว่างศึกษามาตรการให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ในระยะสั้น สสว.ได้เร่งหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมทั้งภาคเอกชนที่ทำธุรกิจประกันภัยเพื่อให้มีการออกผลิตภัณฑ์ประกันภัย สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กมาก เช่น หาบเร่ แผงลอย หรือร้านค้าขนาดเล็ก ที่มีความเสี่ยงที่จะขาดรายได้ในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง โดยรูปแบบของการประกันภัย สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็กมาก ก็คือการประกันรายได้ขั้นต่ำต่อวัน เช่น วันละ 300 - 500 บาท โดยให้ผู้ประกอบการจ่ายเบี้ยประกันในราคาถูก เช่น อัตราเบี้ยประกันเพียงไม่เกิน 10 บาทต่อวัน โดยมาตรการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า และสามารถมอบหมายให้บริษัทประกันภัยขายให้กับผู้ประกอบการได้โดยตรง

ส่วนมาตรการระยะยาว สสว.อยู่ในระหว่างการศึกษามาตรการทางภาษี โดยจะจัดทำเป็นแพ็คเกจเพื่อเสนอ รัฐบาลใหม่ในการสนับสนุนการลดภาษีให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยอาจจะประกอบไปด้วยการปรับลดภาษีให้กับเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบทั้งระบบ เช่น การปรับลดภาษีนิติบุคคล การปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่เอสเอ็มอีนั้นมีการซื้อ - ขาย และนำเข้า - ส่งออกสินค้า

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถระบุในเรื่องของระยะเวลาและงบประมาณที่จะใช้ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ โดยจะต้องประเมินจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงทั้งในเรื่องของจำนวนและระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสามารถประยุกต์ใช้จากมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมาได้

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี บางรายโดยเฉพาะในธุรกิจภาคบริการ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร และโรงแรม ที่เริ่มต้องลดค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง โดยการปรับลดรายจ่ายประจำ บางรายลดการจ้างงานลง คาดว่าหากปัญหาทางการเมืองยิ่งยืดเยื้อไป ก็จะมีเอสเอ็มอีที่จะต้องหยุดกิจการมากขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงทางธุรกิจของเอสเอ็มอีแต่ละราย ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองมากนัก