ก.ล.ต.เกาะติดผลกระทบศก.ชะลอ เชื่อ บจ. รับผลกระทบน้อย เหตุส่วนใหญ่มีรายได้จากต่างประเทศหนุน คาดสัดส่วนรายได้จากนอกประเทศในปีนี้เพิ่มเป็น 50%
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ก.ล.ต.ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดทุน พร้อมติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งจากการประเมินพบว่า แม้เศรษฐกิจในประเทศจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วง ขณะที่ฐานะของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยังแข็งแกร่ง
“ก.ล.ต.กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการติดตามสถานการณ์และดูแลหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งพบว่าโบรกเกอร์ยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ส่วนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แม้จะได้ผลกระทบ แต่ก็เป็นส่วนน้อย เพราะบจ.ส่วนใหญ่มีรายได้จากต่างประเทศ ในสัดส่วน 40%”
ทั้งนี้ภาคธุรกิจไทยมีความสามารถในการทำรายได้จากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีบจ.กว่า 200 บริษัทที่มีบริษัทลูกไปลงทุนในอาเซียน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้หลักจากต่างประเทศ ทำให้ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งสหรัฐ และยุโรปที่ฟื้นตัว ขณะที่เศรษฐกิจประเทศจีนก็ยังเติบโตได้ในระดับ 7-8% ทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจต่างประเทศของบจ.ไทยในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้น และมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นเป็น 50% ได้
เขากล่าวต่อว่า ก.ล.ต.เตรียมจะออกประกาศรายละเอียดของหลักเกณฑ์การเปิดให้ต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ หลังจากที่คณะกรรมการ (บอร์ด) ได้อนุมัติในหลักการไปแล้ว ซึ่งในระหว่างนี้ทางบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน (เอฟเอ) ได้ออกไปพบปะหารือกับบริษัทต่างประเทศ เพื่อชักชวนมาระดมทุนในไทย ทั้งการจดทะเบียนโดยตรง หรือ ไพรมารี่ ลิสติ้ง และการจดทะเบียน 2 ตลาด หรือดูโอลิสติ้ง ซึ่งก็มีหลายบริษัทที่ให้ความสนใจ ทั้งจากประเทศจีน ลาว และเวียดนาม
“การดึง บริษัทต่างประเทศมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ เพิ่มทางเลือกการลงทุนในตลาดหุ้น และมีส่วนช่วยในการดึงนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ขณะนี้มีที่ปรึกษาทางการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งกำลังหารือ และออกไปพบกับบริษัทที่สนใจอยู่”
สำหรับ ก.ล.ต.เองก็จะพาทั้งที่ปรึกษาการลงทุน ตลอดจน บล. และ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไปดูลู่ทางเพื่อหาโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยในวันที่ 2 เม.ย.นี้ก.ล.ต.จะไปลงนามกับก.ล.ต.ของกัมพูชา หลังจากนั้นก็จะเดินทางไปประเทศเกาหลี เพื่อติดตามความร่วมมือ หลังจากที่ได้ลงนามไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน
เขากล่าวต่อว่า วานนี้ (26 มี.ค.) ผู้ลงทุนสถาบัน 6 องค์กร ประกอบด้วย สำนักงานประกันสังคม (สปส.)กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคมบลจ.) สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (บล.) สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 8 ล้านล้านบาท ได้ร่วมกันประกาศแนวทางการออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อสนับสนุนให้บจ.มีแนวทางการบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีนโยบายในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยจะเริ่มจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในปี 2557 นี้
“ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในการกำกับดูแลระหว่างกันในตลาดทุน ทำให้ต้นทุนของตลาดลดลง หนุนให้ตลาดทุนไทยเติบโตได้อีกมากในอนาคต โดยเฉพาะในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับบรรษัทภิบาลเป็นอย่างมาก รวมไปถึงจะช่วยพัฒนานักลงทุนรายบุคคลของประเทศไทยด้วย”
ด้าน นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทได้ปรับลดเป้าการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ของบจ.ไทยในปีนี้เหลือเติบโตเพียง 9% จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 14-15% ซึ่งการปรับลดดังกล่าว เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว จากผลกระทบทางการเมือง
"เราปรับลดเป้า EPS เหลือโต 9% ในเดือนมี.ค.นี้ จากเมื่อปลายปีเรามองไว้ 14-15% เพราะมองดูแล้ว เศรษฐกิจของไทยยังชะลอตัวเพราะการเมือง ส่วนเศรษฐกิจโลก ก็โตไม่มากอย่างที่คิดไว้" นางภัทธีรากล่าว
ส่วนกำลังซื้อในประเทศ มีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ของบจ.เนื่องจากความกังวลในสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้ต้องรอติดตามผลดำเนินงาน ของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 อย่างใกล้ชิดว่า จะออกมาเป็นอย่างไร
นางภัทธีรา กล่าวด้วยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ จะทรงตัวที่ระดับ 1,300 จุด หรือลดลงจากนี้ไม่มาก เนื่องจากพื้นฐานของประเทศ และบจ.ในตลาดหุ้นไทยเองยังดี ประกอบกับ มองว่า นักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อหุ้น เพื่อลงทุนได้จากราคาหลักทรัพย์ ที่ปรับตัวลดลงมา แม้ว่าปัจจุบัน จะมีภาวะสุญญากาศทางการเมืองเกิดขึ้นก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย ในทิศทางที่ดีขึ้น ดีบีเอสฯ ประเมินว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สามารถปรับตัวขึ้นไปในระดับสูงสุดของปีที่ 1,450 จุด โดยมีค่าพี/อี ที่ 13-14 เท่าได้









