วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชิ้นส่วน'เร่งเพิ่มส่งออก-ชะลอลงทุน

ผู้ประกอบการยานยนต์ หวังลดความเสี่ยงพึ่งพารายได้ในประเทศ เหตุไร้ปัจจัยบวกหนุนกระตุ้นยอดขาย โบรกเกอร์ชี้ ปีนี้เสี่ยงกำไรลด 21%

ผู้ประกอบการยานยนต์ พลิกแผนธุรกิจปีนี้ หนีความเสี่ยงพึ่งพารายได้ในประเทศ โดยหันเพิ่มสัดส่วนส่งออก และชะลอแผนลงทุนเพิ่มผลิต เพื่อประคองรายได้ "สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์" เตรียมเพิ่มสัดส่วนส่งออกตรงแตะ 5% ภายใน 3 ปี ขณะที่ "ที.กรุงไทย" เน้นทำวิจัยช่วงอุตสาหกรรมชะลอตัว หลังนักวิเคราะห์คาดกลุ่มยานยนต์เสี่ยงกำไรลดลง 21% จากปีที่แล้ว เนื่องจากไร้นโยบายรัฐกระตุ้นยอดขาย และสถานการณ์การเมืองฉุดกำลังซื้อผู้บริโภค

แนวโน้มกำไรกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ปี 2557 จะลดลงประมาณ 21% จากปี 2556 เนื่องจากปีนี้ ไม่มีนโยบายจากภาครัฐมาช่วยผลักดันยอดขายเหมือนในปี 2556 ที่ผ่านมา ประกอบกับ กำลังซื้อมีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมือง อีกทั้งรายได้ภาคเกษตรกรก็สะดุด จากปัญหาเรื่องโครงการรับจำนำข้าว จึงไม่สามารถจ่ายเงินกับเกษตรกรได้ตามแผน

จากแนวโน้มดังกล่าว นายดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด จึงประเมินครึ่งแรกปีนี้ว่า กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์น่าจะมีผลประกอบการไม่ดีนัก แต่คาดจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง หากภาคการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ตัวดีขึ้นได้

จากรายงานตัวเลขยอดขายรถยนต์เดือนม.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวน 6.8 หมื่นคัน ต่ำสุดในรอบ 25 เดือน ลดลง 45.5% จากเดือน ม.ค.2556 เพราะไม่มีการส่งมอบรถยนต์คันแรกแล้ว และลดลง 39.86% จากเดือน ธ.ค.2556 เพราะได้รับผลกระทบจากลูกค้าชะลอการตัดสินใจซื้อจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่แน่นอน

ส่วนยอดส่งออกรถยนต์เดือนม.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 81,025 คัน ลดลง 6.93% จากเดือนม.ค. 2556 และลดลง 7.9% จากเดือนธ.ค. 2556 ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์เดือนม.ค.มีทั้งสิ้น 162,652 คัน ลดลง 31.1% จากฐานที่สูงของรถยนต์คันแรกในปีที่แล้ว แต่เพิ่มขึ้น 2.4% จากเดือนธ.ค.2556 เพราะวันทำงานที่มากกว่าเดือนที่แล้ว

ขณะที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ได้ให้น้ำหนักการลงทุนปานกลาง (Neutral) สำหรับกลุ่มยานยนต์ในปีนี้ เพราะยังขาดปัจจัยกระตุ้นจากภาครัฐในระยะสั้น แต่ระยะยาวมีแนวโน้มเติบโตดี โดยคาดแนวโน้มการเติบโตปีนี้ อาจใกล้เคียงกับปีก่อน โดยยังให้ปัจจัยส่งออกเป็นตัวหนุนให้เติบโต

หุ้นเด่นในกลุ่มยานยนต์ ได้แก่ อาปิโก ไฮเทค (AH) และไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) และ สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) โดยบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) มีจุดเด่นจากงานผลิตหลอดไฟรถยนต์ให้กับอีโคคาร์ครบทุกค่าย มีส่วนแบ่งตลาด 55% สำหรับรถยนต์ และ 90% สำหรับรถจักรยานยนต์ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) มีจุดเด่นจากการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ให้กับรถกระบะมากที่สุด และมีส่วนแบ่งตลาดสำหรับชิ้นส่วนรถกระบะที่ระดับ 80-85% ขณะที่บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) มีประเด็นเรื่องการรับรู้รายได้พิเศษ จากค่าสินไหมทดแทนจากน้ำท่วมในปี 2554 ที่เหลือ

ขณะที่ผู้ประกอบการ โดย นายยงเกียรติ์ กิตะพาณิชย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนส่งออกโดยตรง 3% ขณะที่สัดส่วนส่งออกทางอ้อมอยู่ที่ 15% และบริษัทมีแนวทางจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกโดยตรงเป็น 5% ภายใน 3 ปี เพื่อลดความเสี่ยงการพึ่งพารายได้ในประเทศ และยังเป็นการหาช่องทางจำหน่ายใหม่ ล่าสุดบริษัทเจรจากับลูกค้าจากประเทศมาเลเซีย เรื่องการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไปขายโดยตรงเรียบร้อยแล้ว และจะหาลูกค้าเพื่อส่งออกโดยตรงเพิ่มขึ้น

อีกทั้งบริษัทจะขยายการส่งออกทางอ้อมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ล่าสุดได้เซ็นสัญญาผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถบรรทุกให้กับลูกค้าต่างประเทศ สำหรับการลงทุนโดยตรงต่างประเทศนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย คาดได้ข้อสรุปปลายปีนี้ และเริ่มผลิตในปี 2558 โดยรูปแบบการลงทุนจะเป็นแบบลำดับขั้น เพื่อบริหารจัดการด้านการเงิน

เขากล่าวอีกว่า แนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปีนี้ จะใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งจะทำได้ 800 ล้านบาท และจะรักษาอัตรากำไรสุทธิให้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 8-9% ส่วนยอดขายปีนี้น่าจะใกล้เคียงปีก่อน เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ปีนี้ค่อนข้างซบเซา โดยประเมินยอดผลิตรถยนต์ในประเทศจะลดลงจากปีก่อน 2-5%ตามการชะลอตัวของยอดขายในประเทศเป็นหลัก

ส่วนนายจุมพล เตชะไกรศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.กรุงไทย อุตสาหกรรม หรือ TKT กล่าวว่า แนวโน้มกำไรสุทธิของบริษัทอาจจะลดลงจากปีที่แล้ว หากอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยปรับตัวลดลงมากกว่า 10% แต่ยังเชื่อมั่นบริษัทจะมีผลกำไรได้ ปัจจัยที่ทำให้กำไรมีแนวโน้มลดลง คือ ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เพราะความไม่แน่นอนทางการเมือง และการสิ้นสุดนโยบายรถคันแรก

"ประเมินแนวโน้มผลประกอบการอีกครั้ง หลังจากที่เคยประเมินไว้เมื่อ 3-4 เดือนก่อน ยอมรับว่า รายได้ปีนี้น่าจนใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในไตรมาส 1 ที่มีการประกาศมาก็ไม่ดี"

เขากล่าวเพิ่มว่า ช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวลง บริษัทจะมุ่งเน้นการทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้า เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการผลิตออเดอร์ในอีก 2 ปีข้างหน้า ที่มีการคอนเฟิร์มออเดอร์มาแล้ว โดยปีนี้จัดสรรงบลงทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนงบลงทุนหลักเตรียมไว้ 60-70 ล้านบาทสำหรับปรับปรุงเครื่องจักร

สำหรับการสร้างโรงงานแห่งที่ 4 ขณะนี้ยังเลื่อนออกไป เพราะกำลังการผลิตยังรองรับออเดอร์ผลิตได้ 2,300 ล้านบาท หากมีความจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิต ก็สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะบริษัทมีที่ดินอยู่แล้ว ส่วนแหล่งเงินทุนสามารถกู้จากธนาคารพาณิชย์ได้ บริษัทมีแผนระยะยาวหากใน 2 ปี ใช้งบลงทุนไม่เกิน 200-250 ล้านบาท ก็ใช้กระแสเงินสดภายในบริษัท และวงเงินกู้ได้