"แสนสิริ" ปรับลดเพดานลงทุน ยึดสูตร "คอนเซอร์เวทีฟ" ในรอบ 30 ปี หวั่นวิกฤติการเมืองแรง ฉุดเศรษฐกิจซบหนัก
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 2557 ของบริษัทว่า จะตั้งอยู่บนฐานการลงทุนแบบระมัดระวัง หรือคอนเซอร์เวทีฟ ในรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจ จากที่ผ่านมาเน้นรุกตลาดในทุกรูปแบบ เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัจจัยลบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเมืองที่มีความไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจนำไปสู่วิกฤติการเมืองครั้งร้ายแรงที่สุด ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจไทยจะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่ขณะนี้ เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองแล้วจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
ขณะที่ ปัจจัยบวกจะมีแค่อัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะทรงตัว หรือมีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย และภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งเป็นตลาดหลักการส่งออกของไทย ในขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมา ทำให้ธุรกิจส่งออกได้รับผลดี
"เรียกว่าปีนี้เป็นปีที่บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการปรับตัว เพื่อต่อยอดความสำเร็จและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว หลังจากที่บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา"
เปิดโครงการใหม่น้อยลง
ดังนั้น ปีนี้บริษัทตั้งเป้าพัฒนาโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 33,263 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2556 เปิดตัวโครงการใหม่มากสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 48 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 61,200 ล้านบาท โดยรูปแบบโครงการ แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 9 โครงการ บ้านเดี่ยว 8 โครงการ และทาวน์เฮ้าส์ 2 โครงการ ซึ่งจะเป็นโครงการเน้นเจาะตลาดระดับกลางและล่าง เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนโครงการระดับบนจะมีเพียงแค่ 2-3 โครงการเท่านั้น
"การวางแผนเปิดตัว 19 โครงการ อยู่ภายใต้กรณีที่ว่า วิกฤติการเมืองเลวร้ายที่สุดแล้ว คือ การชุมนุมจะยืดเยื้อยาวไป 3-6 เดือน แต่หากเหตุการณ์คลี่คลายไปได้ด้วยดี อาจจะเปิดตัวมากกว่าแผนวางไว้ แต่ในฐานะนักธุรกิจต้องการให้ปัญหาดังกล่าวจบได้โดยเร็ว เพราะความไม่แน่นอนของเสถียรภาพการเมือง เป็นโจทย์ใหญ่ทำให้นักธุรกิจไม่กล้าที่จะลงทุน หรือลดการลงทุน"
นอกจากนี้ อีกสาเหตุหนึ่งของการเปิดโครงการใหม่น้อยลงเป็นผลมาจากนโยบายบริษัท จะเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียม หลังผ่านการประเมินผลสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้วเท่านั้น เมื่อมีโครงการเปิดขายใหม่น้อยย่อมทำให้ยอดขายลดลง โดยที่ผ่านมาการพิจารณาอีไอเอ ต้องใช้เวลา 4-8 เดือน และมาตรฐานการพิจารณาแต่ละครั้งของคณะกรรมการแตกต่างกัน ทำให้บางครั้งต้องกลับมาแก้แบบใหม่ ซึ่งทำให้ต้นทุนของบริษัทสูงขึ้น และยิ่งในสภาวะปัจจุบัน มองว่าตลาดไม่ได้ยอดนิยมขนาดต้องเร่งเปิดขายเหมือนเช่นในปีที่ผ่านมา
ลดสัดส่วนลงทุนต่างจังหวัด
สำหรับตลาดต่างจังหวัด ปีนี้บริษัทลดสัดส่วนการลงทุนโครงการใหม่ เหลือแค่ 11% จากปีที่แล้วสัดส่วนอยู่ที่ 43% เนื่องจากประเมินว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะขยายตัวไม่ร้อนแรง หลังจากที่โครงการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท อาจจะต้องชะลอตัวออกไป ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวของดีมานด์ไม่เพิ่มสูงอย่างที่คาดหวังไว้
อย่างไรก็ดี บริษัทจะเน้นรักษาระดับยอดขายตลาดต่างจังหวัดที่ได้รับการตอบรับดี ด้วยการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวในทำเลที่แสนสิริดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว ทั้งใน ภูเก็ต เชียงใหม่ เขาใหญ่ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และสุราษฎร์ธานี รวมถึงการศึกษาโอกาสในการดำเนินธุรกิจในตลาดใหม่ในอีก 9 ทำเล ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี สมุย หนองคาย สุรินทร์ กาญจนบุรี และศรีราชา เป็นต้น
นายเศรษฐา กล่าวว่า เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างยอดขายได้จำนวน 42,200 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 48,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 2 รวมถึงความไม่สงบทางการเมืองในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้สูงถึง 63,000 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับการรับรู้รายได้ไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 30,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 34,290 ล้านบาท โดยเป็นเป้าหมายสูงที่สุดเท่าที่ตั้งบริษัทมาก เนื่องจากปัจจุบันมีแบ็คล็อคที่จะสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้แล้วจำนวน 22,797 ล้านบาท หรือคิดเป็น 66% ซึ่งเชื่อว่ารายได้อีก 11,493 ล้านบาทภายในระยะเวลา 1 ปี จะสามารถทำได้อย่างแน่นอน









