ไอเอ็มเอฟหนุนรัฐบาลเลิกโครงการรับจำนำข้าว ขึ้นภาษีที่ดิน-แวต แนะธปท.ขึ้นดอกเบี้ยรับมือเงินเฟ้อพุ่ง เตือนรัฐปรับสมดุลการคลังคุมเข้มแบงก์รัฐ
รายงานข่าวจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานสรุปการทบทวนภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2556 โดยมีประเด็นสำคัญว่าภายใต้นโยบายรัฐบาลปัจจุบัน การขาดดุลทางการคลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ของจีดีพี ในปีงบประมาณ 2556 จากระดับ 1.7% ในปีงบประมาณ 2554 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดภาษีนิติบุคคล และการจ่ายคืนภาษีซื้อรถคันแรกกับบ้านหลังแรกรวมถึงภาษีน้ำมัน
นอกจากนี้ การขาดดุลงบประมาณคาดว่าจะเพิ่มจาก 1.5% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2554 เป็น 4.2% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2557 ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะคาดว่าจะเกิน 53% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2561 โดยคาดการณ์เหล่านี้ พิจารณาจากนโยบายต่างๆ ของรัฐและภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจพึงพอใจโดยรวม
ไอเอ็มเอฟ เห็นว่าไทย ควรพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้แน่ใจว่าบรรลุเป้าหมายทางการคลัง โดยกระตุ้นให้รัฐบาล ดำเนินการเพื่อลดการขาดดุลทางการคลัง และกำหนดการใช้จ่ายให้แก่ภาคส่วนต่างๆ แบบเรียงลำดับก่อนหลัง รวมถึงการลดใช้งบหรือเงินทุนอุดหนุนด้านพลังงาน และให้โยกงบประมาณไปช่วยเหลือภาคครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำในชนบท แทนการใช้งบประมาณใช้ไปกับโครงการรับจำนำข้าว
เนื่องจากการประหยัดงบประมาณจากนโยบายต่างๆ ข้างต้นเพียงอย่างเดียว น่าจะไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายทางการคลัง ไอเอ็มเอฟจึงได้แนะนำให้ทางการไทยพิจารณาใช้มาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งรวมถึงการขึ้นภาษีอสังหาริมทรัพย์กับการบริโภคให้มากขึ้น และขยายฐานภาษีรายได้ให้กว้างขึ้น ผ่านการยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลประเภทต่างๆ และสุดท้ายไอเอ็มเอฟแนะนำว่าหน่วยงานด้านการจัดเก็บภาษีของรัฐ สามารถปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับใช้ต่างๆ ให้เข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง
เร่งปฏิรูปแบงก์รัฐฟื้นเชื่อมั่น
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทางการไทยให้คำมั่นว่าจะรักษาวินัยการคลัง สร้างความแข็งแกร่งให้กรอบงานการคลังในระยะกลาง การเพิ่มความโปร่งใสการจัดการงบประมาณซึ่งรวมถึงการจัดการเงินนอกงบประมาณ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือธนาคารรัฐ (Specialised Financial Institutions หรือ SFIs) ทั้งหมดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมากขึ้น
การจัดเตรียมด้านงบประมาณจะได้ประโยชน์จากกระบวนการจัดการงบประมาณและความเสี่ยงการคลัง ด้วยการเพิ่มความโปร่งใสในข้อมูลตัวเลขการคลังมากขึ้น รวมถึงการรายงานต่างๆ ให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติ โครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ควรนำไปรวมไว้ในเอกสารงบประมาณ และให้พิจารณานำเสนอให้รัฐสภาอนุมัติงบประมาณพร้อมเปิดเผยและติดตามแผนการใช้จ่ายประจำปีต่างๆของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นไปตามการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากล
แนะธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
ไอเอ็มเอฟชี้ว่า การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในปัจจุบันมีความเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามทางการไทยควรเตรียมความพร้อมในการลดการผ่อนคลายเข้าสู่การดำเนินนโยบายแบบปกติ (normalization) หากแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ทีมงานไอเอ็มเอฟยินดีเมื่อทางการไทยมุ่งจะทำโครงการการลงทุนต่างๆ ให้เกิดการเติบโตก่อน แต่เมื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจได้แล้ว จุดยืนในนโยบายการคลังควรค่อยๆ คุมเข้มเพื่อเลี่ยงความเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องของดุลบัญชีต่างประเทศ และสร้างนโยบายกันชนเพื่อแก้ปัญหาภาวะตื่นตระหนกในอนาคต
"การกระตุ้นทางการคลังในปี 2555-2556 ช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่ควรถอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อการฟื้นตัวมั่นคงและลงตัวแล้ว เพื่อให้เกิดช่องให้มีการใช้จ่ายและเสริมสร้างนโยบายเป็นกันชน ไอเอ็มเอฟชี้ว่าการรับมือผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกและความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 ทำให้การขยายใช้นโยบายการคลังช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระตุ้นให้เกิดความต้องการมากขึ้นและเกิดการฟื้นฟูที่เหมาะสม"
ไอเอ็มเอฟยังเห็นว่า ฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง รวมถึงระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความยืดหยุ่นและความพร้อมในการดำเนินมาตรการกำกับดูแลเศรษฐกิจผ่านกลไกระบบสถาบันการเงิน (macroprudential) ของไทยจะมีส่วนช่วยบรรเทาความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้าได้
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยนั้น เห็นว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้ดีในช่วงที่ผ่านมา และมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ ฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์และภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และระดับหนี้สาธารณะที่สามารถบริหารจัดการได้
ส่วนการดำเนินนโยบายการคลังในปัจจุบันมีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การปรับสมดุลภาคการคลัง (Fiscal consolidation) อย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยเพิ่มความสามารถทางการคลัง (Fiscal space) เพื่อดูแลเศรษฐกิจในระยะปานกลาง และรองรับการใช้จ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามแผนของรัฐบาลได้
คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ 3.1%
นอกจากนี้ คณะกรรมการได้สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ตลอดจนทดแทนการให้เงินอุดหนุนทั่วไป ด้วยมาตรการที่มุ่งให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
ทั้งนี้ ในรายงานของไอเอ็มเอฟ ได้เผยแพร่ตารางคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าว่า จีดีพีไทยปีนี้จะโต 3.1% ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 5.2% การขาดดุลงบประมาณปีนี้อยู่ที่ 3.4%ของจีดีพี และลดลงเหลือ 2.8% ของจีดีพีในปีหน้า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้บวก 0.4% ของจีดีพี ส่วนปีหน้าติดลบ 0.7% ของจีดีพี
สำหรับคาดการณ์ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 2.2% และลดลงเล็กน้อยเป็น 2.1%ปีหน้า การส่งออกในรูปเงินดอลลาร์จะเท่ากับ 5.1%ปีนี้ และ 5.4%ปีหน้า ส่วนหนี้สาธารณะคาดว่าจะอยู่ที่ 47.2% ปีนี้ และ 48.5% ปีหน้า
สำหรับรายงานทบทวนภาวะเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมสรุปการทบทวนภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2556 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟ
นักเศรษฐศาสตร์ระบุดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสม
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า สำหรับความคิดเห็นของไอเอ็มเอฟ ที่เสนอให้ธปท.ปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายนั้น มองว่าปัจจุบันยังไม่ถึงเวลาในการรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากการเติบโตเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวไม่ดีนัก และเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต่ำจึงทำให้ยังไม่ถึงเวลาในการปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายในเวลานี้
"ความคิดเห็นของไอเอ็มเอฟนั้น เป็นความคิดเห็นที่ดี ที่จะให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกลับมาอยู่ที่ 2.75 % จากปัจจุบันที่ 2.5 % แต่จากการดูภาคเศรษฐกิจโดยรวมในปีนี้นั้น ยังมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำ เงินเฟ้อไม่ได้สูง ทำให้การคงดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันน่าจะเหมาะสมกว่า"
สำหรับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น มองว่าโครงการดังกล่าวน่าจะเป็นโครงการที่มีอายุในการดำเนินงาน และจะเป็นโครงการที่มีอายุโครงการระยะสั้นเท่านั้น จากการตรวจสอบตัวเลขต่างๆ นั้น ยังไม่น่ากังวลนัก เพราะหนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ในระดับไม่ถึง 50 % ซึ่งอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีการปรับลดมาตรการดังกล่าวในช่วงใด
พาณิชย์ขายข้าวผ่านเอเฟทแค่ 1.4 หมื่นตัน
นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ผลการประมูลข้าววิธีหักส่วนต่าง (เบสิส) ผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ได้พิจารณาอนุมัติจำหน่ายข้าวสาร 5% ปริมาณ 14,977 ตัน จากปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมดประมาณ 1.2 แสนตันให้กับบริษัท พิจิตรร่วมเจริญ 2 เพียงรายเดียว ในราคาส่วนต่างลบ 1.70 - ลบ 2.00 บาทต่อ กก. โดยแบ่งเป็นข้าวส่งมอบเดือนม.ค. 2557 ปริมาณ 1,963 ตัน ราคาลบ 2.00 บาทต่อกก. และส่งมอบเดือนก.พ. 13,013 ตัน ราคา ลบ 1.70 ถึง ลบ 2.00 บาทต่อกก. ส่วนข้าวหอมมะลิที่เปิดประมูลทั้งหมด 30,000 ตัน มีผู้เสนอราคาส่วนต่างลบ 6.00 ถึง ลบ 6.50 บาทต่อกก. นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่าราคาต่ำเกินไปจึงไม่อนุมัติขาย
"ข้าวที่ขายผ่านตลาด AFET คิดเป็น 10% ของข้าวที่เปิดขายทั้งหมด สาเหตุที่ผู้สนไม่มากอาจจะเป็นเพราะทางกรมฯต้องเตรียมเอกสารเป็นเวลานาน จึงเริ่มประมูลช้า เป็นช่วงเวลาเดียวกับผลผลิตข้าวใหม่เริ่มออกสู่ตลาดทำให้ผู้ซื้อส่วนหนึ่งไปซื้อข้าวในตลาดจริง"นายสมชาติ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังได้พิจารณาให้เปิดประมูลข้าวผ่าน AFET รอบที่ 2 ปริมาณ 125,960 ตัน แยกเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณ 94,797.791 ตัน จากคลังจังหวัดนครสวรรค์ สระบุรี และ สุพรรณบุรี และข้าวขาวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 31,162.597 ตัน จากคลังจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และ นครราชสีมา โดยจะเปิดให้ผู้สนใจร่วมตรวจสอบคุณภาพข้าวระหว่างวันที่ 16-20 พ.ย. นี้ และกำหนดให้ยื่นซองในวันที่ 25 พ.ย. นี้ ที่กระทรวงพาณิชย์









