เด็มโก้ปรับลดเป้ารายได้เหลือ 6 พันล้านบาท ผลจากทรูเลื่อนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านผู้บริหารเตรียมลุยธุรกิจพลังงานทดแทน
นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือเด็มโก้ (DEMCO) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับลดเป้าหมายรายได้ปีนี้ลงจากเดิม 7,000 ล้านบาท เหลือ 6,000 ล้านบาท หลังจากการก่อสร้างเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ไม่เติบโตตามที่คาดไว้ รวมถึงงานผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานลมห้วยบง 2 เริ่มปิดโครงการ ทำให้บริษัทต้องหันไปแข่งงานด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีรายได้และกำไรต่ำ
"ช่วงต้นปีนี้ได้ประเมินกับผู้รับเหมารายใหญ่รายหนึ่งว่า จะมีงานก่อสร้างเสาสัญญาณเกิดขึ้นในปีนี้ และจะทำให้มีรายได้เข้ามาอย่างน้อย 3-4พันล้านบาท แต่เกิดกรณีทรูเลื่อนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ไม่ชัดเจนว่า เสาส่งสัญญาณในอนาคตจะเป็นของใคร จึงทำให้โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 รายหยุดตั้งเสา ทำให้เราได้รับผลกระทบส่วนนี้ และคาดว่ารายได้ส่วนนี้จะล่าช้าออกไปถึงสิ้นปี"
เขากล่าวว่าผลดำเนินงานครึ่งแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้ 1,954.53 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 38.40% ส่วนอัตรากำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 3% เป็นผลจากการขายอุปกรณ์ไฟฟ้าและงานผลิตเสาโทรคมนาคมระบบ 3 จีลดลง และการเร่งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมห้วยบง2 และห้วยบง3 โดยครึ่งปีแรกบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากโครงการของภาคเอกชน 93% และโครงการของภาครัฐบาล7% โดยจะแบ่งเป็นรับเหมางานก่อสร้างโดยตรง 99 % รับเหมาช่วงต่ออีก 1 %
โดยปัจจุบันบริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ทั้งสิ้น 5,190.58 ล้านบาท โดยรับรู้รายได้ไปแล้วครึ่งแรกปีนี้ 1,951.85 ล้านบาท และจะรับรู้ครึ่งหลังปีนี้อีก 3,487.98 ล้านบาท รับรู้ในปี 2557 อีก 1,702.68 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีงานยื่นเสนอราคาแล้ว 3,586 ล้านบาท และมีงานจะยื่นเสนอราคาอีก 1,289.09 ล้านบาท
เขากล่าวว่าบริษัทสนใจจะขยายธุรกิจพลังงานทดแทนต่อเนื่อง โดยในส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าบนหลังคา (โซล่ารูฟ) บริษัทจะเข้าไปประมูลงาน การผลิตและติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือน จำนวน 800 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทจะยื่นประมูลวันที่ 8 ก.ย.นี้ และยังเจรจากับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง เพื่อลงทุนในธุรกิจโซล่ารูฟเช่นกัน โดยจะลงทุนส่วนของภาคธุรกิจ โดยบริษัทจะขอเข้าไปถือหุ้น 25 % เพื่อให้มีสิทธิในการออกเสียงในกิจการ
นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 2แห่ง ในภาคตะวันออกเฉลียงเหนือ โดยมีกำลังการผลิต1 เมกะวัตต์ ซึ่งหากไม่สามารถเจรจาร่วมทุนได้ก็พร้อมที่จะซื้อโรงไฟฟ้าดังกล่าว โดยคาดว่าใช้เงินประมาณ 70-80 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ ส่วนการลงทุนในบริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่โฮลดิ้งนั้น ยังคงลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมต่อเนื่อง โดยปีนี้จะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าใน 2 โครงการ คือ โครงการเขาค้อ และโครงการวะตะแบก
เขากล่าวด้วยว่า ในปี2559 นั้นคาดว่าจะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้อีก 4 แห่ง นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่นำบริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่โฮลดิ้ง เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเซ็นแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินเดือนส.ค.นี้ และคาดว่าจะทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ปลายปีหน้า









