วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สนามบินเอเชีย-ยุโรปล้าหลังสหรัฐ

สมาคมวิจัยการเดินทางทางอากาศ ของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบียเผยสนามบินเอเชีย-ยุโรป ล้าหลังสหรัฐ

สมาคมวิจัยการเดินทางทางอากาศ ของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย เผยรายงานประจำปี ฉบับล่าสุด ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสนามบินต่างๆ ในสหรัฐแล้ว สนามบินในเอเชีย และยุโรป ยังมีประสิทธิภาพล้าหลังสนามบินสหรัฐอยู่

ผลการศึกษา ระบุว่า สนามบินในเอเชียมีผลผลิตที่ต่ำกว่า ใช้พนักงานมากกว่า และผลักภาระต้นทุนไปให้กับผู้บริโภค และสายการบิน มากกว่า

รายงานประจำปีฉบับนี้ จัดอันดับสนามบิน 195 แห่ง และ 26 กลุ่มสนามบิน โดยพิจารณาจากประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และบริหารจัดการ โดยเปรียบเทียบจากความสามารถในการผลิต ค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน พนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน และการใช้ไฟฟ้า การขึ้น และลงจอดของ ผู้โดยสาร และคลังสินค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายที่สนามบินได้รับจากการปฏิบัติการที่ไม่เกี่ยวกับการบิน เช่น สัมปทานบริการสาธารณะ ที่จอดรถ และธุรกิจอื่น

งานวิจัยเผยว่า ตั้งแต่มีการบังคับใช้กฏหมายไม่ให้รัฐบาลควบคุมกิจการการบินเมื่อปี 2521 สนามบินในสหรัฐมีประสิทธิภาพในการจัดการค่าใช้จ่าย และสามารถคิดค่าธรรมเนียมในการจอดต่ำลง

สนามบินฮาร์ตส์ฟิว-แจ็คสัน แอตแลนต้า อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับจัดอันดับให้เป็นสนามบินที่มีประสิทธิภาพที่สุด แม้เป็นสนามบินที่วุ่นวายที่สุด ด้วยจำนวนผู้โดยสาร 90 ล้านรายต่อปี ขณะที่ว่าจ้างพนักงานเพียง 800 ราย และมีรายได้ 63% จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการบิน

ขณะที่สนามบินที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐอาจต้องจ้างพนักงานถึง 13,500 รายในการจัดการกับเที่ยวบินที่น้อยกว่า

อย่างไรก็ดี สนามบินในเอเชียมีอันดับสูงกว่าสหรัฐและยุโรปในด้านประสบการณ์ผู้ใช้บริการ และมาตรฐานในการบริการ ซึ่งมี 3 สนามบินที่ได้รับการจัดอันดับด้านการบริการ 5 ดาว จากผลสำรวจของสกายแทร็กซ์ของอังกฤษ คือ ฮ่องกง โซล และสิงคโปร์ เทียบกับสหรัฐที่มีสนามบินติดอันดับเพียง 2 ราย และอยู่ในระดับ 3 ดาวเท่านั้น

ขณะสนามบินในจีนมีจำนวนการดีเลย์สูง โดยสนามบินนานาชาติเมืองหลวงปักกิ่ง อยู่ในท้ายสุดของตารางในด้านความน่าเชื่อถือในการขึ้น และลงจอด ซึ่ง 82% ของเที่ยวบินลงจอดไม่ตรงเวลา