"เอสโซ่"เปิดตัวน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม เจาะตลาดรถหรู แพงกว่าดีเซลปกติ 10% ตั้งเป้า 55 สาขาในปี"57 พร้อมเปิดขาย อี20 ภายในไตรมาส 4
นายยอดพงศ์ สุตธรรม กรรมการและผู้จัดการการตลาดขายปลีก บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยวันนี้ (18 ก.ค.) ถึงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมในประเทศไทย ว่า เอสโซ่ได้นำน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม "เอสโซ่ ซูพรีม ดีเซล พลัส" ออกสู่ตลาด เนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลสูงถึง 70% ของยอดการใช้น้ำมันทั้งหมด และรถยนต์รุ่นใหม่ราคาแพงจากยุโรปหลายรุ่นก็ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการน้ำมันดีเซลคุณภาพสูงที่ช่วยถนอมเครื่องยนต์ ให้พลังงานอย่างเต็มที่ รวมทั้งโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลในไทยก็ยังคงมีราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซินในระยะยาว ดังนั้นจึงมั่นใจว่ายังมีผู้บริโภคที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นจำนวนมากที่พร้อมจะจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้เน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม
"ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เอสโซ่ได้เปิดขายน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม หลังจากที่ได้ขายน้ำมันดีเซลชนิดนี้ไปแล้วในยุโรป 6 ประเทศ เนื่องจากยอดขายน้ำมันในไทยสูงที่สุดในเอเชีย และมีการใช้ดีเซลเป็นจำนวนมาก ทำให้เอสโซ่เห็นถึงศุกยภาพในการทำตลาดน้ำมันเกระพรีเมี่ยมในไทย จึงได้เลือกไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่จำหน่านน้ำมันชนิดนี้ โดยใน 2 สัปดาห์แรกที่ทดลองวางน้ำมันเอสโซ่ ซูพรีม ดีเซล พลัส ลูกค้าที่เติมดีเซลได้หันมาทดลองใช้กว่า 30% และยอดขายก็ยังคงที่ไม่ลดลง ซึ่งถือว่าเป็นการเริมต้นที่ดี"นายยอดพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ น้ำมัน "เอสโซ่ ซูพรีม ดีเซล พลัส" นี้จะมีราคาสูงกว่าน้ำมันดีเซลเกรดมาตรฐานประมาณ 10% หรือมีราคราขายปลีกอยู่ที่ 32.98 บาท/ลิตร ซึ่งแม้ว่าราคายปลีกจะแพงกว่าดีเซลเกระธรรมดา แต่บริษัทฯก็ได้ค่าการตลาดเพิ่มไม่มา โดยมีค่าการตลาดสูงกว่าดีเซลเกระธรรมดาเพียงเล็กน้อย เพราะว่าสารปรับปรุงคุณภาพน้ำมันที่มีราคาสูงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าดีเซลมาตรฐาน โดยในปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันที่จำหน่าย “เอสโซ่ ซูพรีม ดีเซล พลัส” 12 สาขา ภายในปี 2556 จะขยายเป็น 55 สาขา และภายในปี 2557 จะขยายเพิ่มขึ้นถึง 100 สาขา
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 4 เอสโซ่จะเปิดตัวน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี20 ในประเทศไทยเป็นแห่งแรกของโลก เนื่องจากในประเทศอื่นๆมีน้ำมันที่ผสมเอทานอลสูงสุกเพียงอี 15 ดังนั้นเอสโซ่จึงต้องใช้เวลายาวนานกว่าบริษัทอื่นในการวิจัยพัฒนาน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี20 เพื่อให้ได้น้ำมันที่มีคุณภาพสูงเหมาะสมกับการใช้ในสประเทศไทยอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ยอดขายของเอสโซ่ขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี20 เป็นน้ำมันที่มียอดใช้เติบโตสูงที่สุดถึง 100% ขณะที่น้ำมันชนืดอื่นขยายตัวเพียง 3-4% ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนำน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เข้ามาขายจะช่วยอุดช่องโหว่ทางธุรกิจกับผู้ค้าน้ำมันรายอื่น และทำให้เอสโซ่ยังคงรักษาแชมป์ยอดขายน้ำมันเป็นอันดับ 2 ของประเทศไว้ได้ โดยในปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันรวมอยู่ที่ 16% ขณะที่น้ำมันดีเซลมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ 17%
สำหรับการขยายสถานีบริการนั้น ในครึ่งปีแรกได้เปิดไปแล้ว 6 สาขา จากเป้าหมายที่จะเปิดให้ได้ 20 สาขา ภายในปีนี้ โดยจะเน้นในจังหวัดหัวเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นการลงทุนของดิลเลอร์เองทั้งหมด สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่เปิดสถานีเพิ่ม 13 แห่ง รวมทั้งยังได้ปรับปรุงสถานีบริการเก่าให้มีรูปแบบที่ทันสมัย ซึ่งในปีที่ผ่านมา เอสโซ่ ก็ได้ปรับปรุงสถานีบริการไปแล้วกว่า 200 สาขา และคาดว่าภายในปี 2558 จะสามารถปรับปรุงสถานีบริการให้ได้ทั้งหมดกว่า 500 สาขา โดยในปี 2556 จะใช้งบด้านการตลาด และการปรับปรุงสถานีบริการประมาณ 300 ล้านลาท และในปีหน้าคาดว่าจะใช้งบประมาณมากกว่านี้ เพราะเป็นปีที่ครบรอบ 120 ปี ของการเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย









