วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติเกาะติดเงินทุนเคลื่อนย้าย

ธปท.เกาะติดทุนเคลื่อนย้าย หลัง "เบอร์นันเก้" ส่งสัญญาณเดินหน้าคิวอี มั่นใจรับมือได้ นักวิเคราะห์เตือนตลาดเงิน-ทุนผันผวน ประเมินยาก

เงินเอเชียและตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับขึ้น หลังนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวในการประชุมที่จัดโดยสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป

คำกล่าวของนายเบอร์นันเก้ ส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนลดความกังวลเรื่องแผนการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ก่อนสิ้นปีนี้ ทำให้นักลงทุนกลับมาซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง

ตลาดหุ้นเอเชียทะยานขึ้นทั่วภูมิภาค เช่นเดียวกับค่าเงินเอเชียปรับตัวแข็งค่าขึ้นทำสถิติในรอบหลายสัปดาห์

ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวานนี้ (11 ก.ค.) เพิ่มขึ้น 58.63 จุด หรือ 4.22% ดัชนีอยู่ที่ 1,447.04 มูลค่าซื้อขาย 55,125.74 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อเป็นวันที่ 2 มูลค่า 2,434.16 ล้านบาท แต่ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ 78,541.73 ล้านบาท

ขณะที่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะซื้อขายวานนี้ (11 ก.ค.) รวม 59,872 ล้านบาท โดยประเภทของตราสารที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด คือ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนักลงทุน ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด คือ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มียอดซื้อสุทธิ 6,618 ล้านบาท กลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่มีใบอนุญาตเพื่อค้าตราสารหนี้ มียอดซื้อสุทธิ 5,105 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ มียอดขายสุทธิ 2,118 ล้านบาท

ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 เดือน ปิดที่ 2.53% ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อวาน และผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ปิดที่ 3.44% ปรับตัวลดลงจากเมื่อวาน -0.03%

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากถ้อยแถลงของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้ ธปท.ยังต้องติดตามดูสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าจะไม่สร้างความลำบากใจให้กับธปท. เพราะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพียงแต่ ธปท.ต้องติดตามดูสถานการณ์นี้อย่างระมัดระวัง

"ก่อนหน้านี้ทางเฟด เองส่งสัญญาณว่า ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น เขาจะค่อยๆ ลด เพียงแต่ตลาดเองก็โอเวอร์รีแอ็คเกินไป ส่วนที่เงินบาทกลับมาแข็งและหุ้นปรับขึ้นนั้น ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือไม่" นายประสาร กล่าว

นายเบอร์นันเก้ กล่าวว่า นโยบายที่ผ่อนคลายอย่างมากถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตอันใกล้ ซึ่งสาส์นโดยรวมคือการผ่อนคลายนโยบาย

นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นายเบอร์นันเก้ ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจยังไม่รีบยุติการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หากเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งสัญญาณนี้น่าจะเป็นสัญญาณที่มีความเป็นไปได้มากสุด เพราะเท่าที่ดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหลายตัว แม้ดูดีขึ้น แต่คงไม่เท่ากับที่เฟดคาดการณ์เอาไว้

"เฟด มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ปีนี้น่าจะโตได้ประมาณ 2.6-2.7% และปีหน้าโตประมาณ 3-3.5% ซึ่งผมว่าโอกาสเป็นไปได้น้อยมากที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะโตได้เท่านี้ เพราะด้วยเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดีนัก และงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐ ที่ถูกตัดทอนลง ไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐเติบโตได้ตามที่เฟดคาดการณ์ไว้” นายบันลือศักดิ์กล่าว

สำนักวิจัยฯ ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ในปีนี้น่าจะเติบโตได้เพียง 2% และปีหน้าคาดว่าจะโตไม่เกิน 2% เศษ หรืออาจต่ำกว่าปีนี้ได้ ดังนั้นตัวเลขที่เฟดประเมินไว้ที่ 3-3.5% ในปีหน้าคงเป็นไปได้น้อยมาก

"มีคนมองกันว่า ตัวเลขการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนของสหรัฐ ในปีนี้อาจโตประมาณ 3% แต่ตัวที่ไม่ค่อยดี คือ ภาครัฐ ซึ่งตอนนี้ก็ถูกตัดลดงบประมาณลงมา จึงทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยปีนี้หากโตได้ 2% ก็ถือว่าเต็มที่แล้ว"นายบันลือศักดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้คงต้องติดตามดูการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) อีกครั้ง ว่าจะส่งสัญญาณอะไรออกมา แต่เชื่อว่าสัญญาณที่จะส่งออกมาใหม่ก็คงยังไม่ชัดเจนเดิมให้ตลาดตีความต่อไป

คาดเงินไหลกลับประเทศตลาดเกิดใหม่

นายบันลือศักดิ์ กล่าวด้วยว่า หากตลาดเงินตีความว่า เฟด จะยังไม่รีบยุติการใช้มาตรการคิวอี เชื่อว่าสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายคงไหลกลับมาประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยอีกรอบ ทำให้ระยะสั้นค่าเงินบาทมีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าได้อยู่ แต่อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามดูเศรษฐกิจจีนด้วย เพราะสำนักวิจัยฯ หลายแห่งเชื่อกันว่า เศรษฐกิจจีนในปีนี้ไม่น่าจะโตเกิน 7%

"ระยะสั้นเงินทุนคงไหลกลับมา ทำให้เงินบาทแข็งขึ้น แต่การลงทุนในช่วงต่อไปคงมีความผันผวนอย่างแน่นอน เพราะถ้ามีข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนออกมาไม่ดีนัก เงินทุนที่ไหลเข้ามาก็อาจไหลออกในบางช่วงได้ ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่อาจกลับไปอ่อนค่าได้เช่นกัน ดังนั้นแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายระหว่างประเทศ ก็ควรดูแลตัวเองโดยการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้" นายบันลือศักดิ์ กล่าว

ตลาดให้น้ำหนักคำพูดเบอร์นันเก้

ด้าน นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุนธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า คำกล่าวของประธานเฟดยังมีความขัดแย้งกับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ที่คณะกรรมการเกินครึ่งเห็นควรให้ยกเลิกคิวอีในสิ้นปีนี้ และเกือบทั้งหมดต้องการให้ยกเลิกในปี 2557

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ตลาดได้ให้น้ำหนักกับคำกล่าวของเบอร์นันเก้ มากกว่า ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินอีกครั้ง โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากคาดว่ามาตรการคิวอียังมีต่อเนื่อง

"การคาดการณ์ในขณะนี้ทำได้ลำบาก โอกาสคิวอีมีต่อเนื่องนานกว่าที่คาดการณ์เมื่อเดือนก่อน ความผันผวนจะมีแน่นอน ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงคือลูกค้าต้องติดตามตลาด ในระยะ 1 เดือน คงวิ่งตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา"

ทองพุ่งใกล้แตะ 1,290 ดอลล์

ราคาทองพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หลังจากนายเบอร์นันเก้ จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปในขณะนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ราคาทองสปอต พุ่งขึ้น 1.8% มาที่ 1,284.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยปรับตัวขึ้นเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน หลังจากที่พุ่งแตะระดับ 1,289.35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงแรก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.

ส่วนสัญญาทองล่วงหน้าส่งมอบเดือนส.ค. ที่ตลาดนิวยอร์กทะยานขึ้นแตะ 1,283.9 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันนี้ หลังจากพุ่งกว่า 3% แตะ 1,288.30 ดอลลาร์ในช่วงแรก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ครึ่ง

ราคาโลหะเงินในตลาดสปอตพุ่งขึ้น 3% เช่นกัน มาที่ 19.93 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ครึ่ง

ราคาทอง ซึ่งดิ่งลงราว 25% แล้วในปีนี้ ได้รับผลกระทบ หลังจากที่นายเบอร์นันเก้กล่าวในเดือนพ.ค. และเดือนมิ.ย. ว่า เฟดอาจจะเริ่มปรับลดโครงการซื้อพันธบัตรในปีนี้ และความเห็นเมื่อวานนี้บ่งชี้ว่า โครงการซื้อพันธบัตรอาจจะดำเนินต่อไป

สัดส่วนการถือครองทองของกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลดลง 0.07% สู่ระดับ 939.08 ตัน

น้ำมันสหรัฐแตะ107ดอลล์ นิวไฮ 16 เดือน

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐดีดตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน ที่เหนือระดับ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันนี้ โดยรักษาช่วงบวกที่พุ่งขึ้นเกือบ 3 ดอลลาร์ เมื่อวานนี้ หลังจากข้อมูลระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลงมากเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงเวลา 2 สัปดาห์

ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนส.ค. ที่ตลาดนิวยอร์กบวก 0.18 ดอลลาร์ มาที่ 106.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากปิดวานนี้พุ่งขึ้น 2.99 ดอลลาร์ มาที่ 106.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาพุ่งแตะระดับ 106.95 ดอลลาร์ ในช่วงสั้นๆ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. 2012

ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค. ที่ตลาดลอนดอน ลดลง 0.10 ดอลลาร์ อยู่ที่ 108.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากปิดวานนี้บวก 0.70 ดอลลาร์ มาที่ 108.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ จากคำกล่าวของนายเบอร์นันเก้

ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง จะช่วยหนุนราคาน้ำมันในรูปสกุลดอลลาร์ เนื่องจากทำให้มีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น

นักวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบนิวยอร์กมีแนวโน้มว่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปีที่แล้ว แต่ก็อาจจะต้องปรับฐานก่อนที่จะแตะระดับดังกล่าว