ถ้ายังเป็นขาขึ้นกรอบ 1,530-1,500 จุดต้องเอาอยู่ แต่ถ้าต่ำกว่าอีกครั้ง 1,460 จุดคือเป้าแรก
SET View
- ประเด็นหลักวันนี้ การที่ SET ปิดต่ำกว่า 1,525 จุดวานนี้ ทำให้ระยะสั้น (ไม่เกิน 1 สัปดาห์) SET กลับมามีสัญญาณขายอีกครั้ง ขณะที่ในระยะกลาง (1-2 สัปดาห์) จะยังคงไม่มีสัญญาณซื้อ ตราบใดที่ยังกลับไปยืนเหนือ 1,580 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่มากกว่า 6.0 หมื่นล้านบาทไม่ได้ โดยที่เราประเมิน Downside Risk กรณีปกติในรอบนี้ไว้ที่ 1,500 (+/-5) จุด ซึ่งมีนัยสำคัญในเชิงสถิติ เนื่องจากเป็นการถอยตัวลงจาก 1,649 จุดราว 9% ซึ่งถือเป็นระดับการพักฐานเฉลี่ยของ SET ในช่วง 9 ครั้งหลัง (2552-2556) อย่างไรก็ดี Downside Risk ในกรณีเลวร้ายที่ SET ปิดต่ำกว่า 1,500 จุดลงไป จะเป็นสัญญาขายครั้งใหญ่ และ SET มีโอกาสถอยตัวลงไปที่ 1,400 จุด ซึ่งเป็นระดับค่าเฉลี่ย Leading P/E 10 ปีของ SET ที่ 12.7 เท่า
- อย่างไรก็ดีเราประเมินว่าเมื่อแรงขายในตลาดพันธบัตรระยะสั้นนิ่งขึ้น ซึ่งเราคาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์ SET มีโอกาสที่จะดีดกลับได้เร็ว และแรงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคได้ เพราะนอกจาก SET จะได้รับปัจจัยหนุนในเชิง Seasonality จากสถิติเดือน มิ.ย. ในช่วง 5 ปีล่าสุดที่ SET ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 1.7% ด้วย Winner Percentage ที่ 67% แล้ว ความน่าสนใจในเชิงมูลค่า (Valuation) สะท้อนออกมาจาก 1) Leading P/E ของ SET ในปัจจุบันอยู่ที่ 13.3 เท่า หรือมี Premium เพียง 13% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย MSCI Asia ex Japan ต่ำที่สุดอันดับที่ 3 ในภูมิภาค และ 2) PEG ที่ระดับ 0.58 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย MSCI Asia ex Japan ที่ 1.17 เท่า
- กลยุทธ์การลงทุน : การลงทุนระยะสั้น (1-2 เดือน) แนะนำเน้น “ถือเงินสด” ไปก่อน ขณะที่การลงทุนระยะสั้น (1-2 สัปดาห์) กรณีที่ SET ไม่กลับไปปิดต่ำกว่า 1,500 จุดอีกครั้ง แนะนำ “อ่อนตัวซื้อ” ในกรอบ 1,530-1,500 จุด โดยเน้น BBL, BAY, LIVE, CK, SEAFCO, LH, QH, BCP, AMATA, MSC และ SYMC *** อย่างไรก็ดีสำหรับวินัยการลงทุนระยะสั้น กรณี SET กลับไปปิดต่ำกว่า Cut Loss บริเวณ 1,500 จุดอีกครั้ง ซึ่งจะส่งให้ SET ลงไปที่ 1,460 จุดเร็วมาก แนะนำ “ขายลดความเสี่ยง” ออกไปก่อน









