ผ่ามุมมองผู้ว่าการแบงก์ชาติ-อดีตรมว.คลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หลังฟิทช์ เรทติ้งขยับเครดิตประเทศ จับตาปัจจัยเสี่ยงรายจ่ายรัฐ-การเมืองกดดัน
กรณีบริษัทฟิทช์ เรตติ้งส์ ประกาศปรับอันดับความเชื่อถือของไทย เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2556 โดยเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล จากระดับ BBB เป็น BBB+ โดยมุมมองที่มีเสถียรภาพ และคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของรัฐบาล ที่ระดับ A- โดยมุมมองที่มีเสถียรภาพ พร้อมทั้งปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของ ตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล จากระดับ F3 เป็น F2 และปรับเพิ่มระดับเพดานอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ จากระดับ BBB+ เป็น A- โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มองศักยภาพไทยสูงกว่า หากแก้ปัญหารายจ่ายการคลังและการเมือง)
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่าการปรับอันดับความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเรทติ้งใหม่ถือว่าเหมาะสมกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และไทยเองก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะได้รับการปรับเรทติ้งให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก
อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยต้องการได้รับการปรับเครดิตเรทติ้งที่ดีขึ้นกว่านี้ ก็ควรนำเงื่อนไขของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ที่เขียนระบุไว้ไปปฎิบัติตาม ซึ่งหลายแห่งระบุว่า ควรดูแลการใช้จ่ายทางการคลังในระยะต่อไป รวมถึงปัญหาความไม่สงบทางการเมือง
ดังนั้นหากไทยสามารถปฎิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างมาก เพราะทำให้ภาครัฐและเอกชน ที่ต้องการระดมทุนในตลาดการเงินโลก สามารถทำได้โดยมีต้นทุนการเงินที่ถูกลง รวมทั้ง ยังสร้างชื่อเสียงให้ประเทศด้วย
“จริงๆ ก็อยากเห็นการปรับเรทติ้งที่ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเราน่าจะนำเงื่อนไขที่เขาเขียนในรายงานมาปรับใช้ ผมจำของฟิทช์ได้ไม่แน่ชัด แต่ของสำนักอื่นๆ เขียนไว้ว่า ต้องคอยดูแลการใช้จ่ายทางการคลังระยะต่อไป รวมถึงเรื่องความสงบเรียบร้อยทางการเมือง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ ถ้านำมาดูเราก็น่าจะได้รับการปรับเรทติ้งที่ดีขึ้นกว่านี้ได้อีก”นายประสารกล่าว
ส่วนคำถามที่ว่าเครดิตเรทติ้งที่ดีขึ้น จะดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่นั้น นายประสารกล่าวว่า เรื่องนี้อาจมีส่วน เพียงแต่นักลงทุนเองก็มองประเด็นเหล่านี้ไว้ก่อนหน้าอยู่แล้ว เชื่อว่ากลุ่มผู้ลงทุนเห็นศักยภาพของประเทศไทยและเข้ามาลงทุนก่อนที่บริษัทเรทติ้งต่างๆ จะปรับขึ้นเรทติ้งด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะได้รับการปรับเรทติ้งที่ดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยปัจจัยภายนอกประเทศ ณ ขณะนี้สถานการณ์ในตลาดการเงินโลกยังไม่เรียบร้อยดี เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ยังค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งยังมีความผันผวน ดังนั้นความเสี่ยงทางด้านตลาดเงินระหว่างประเทศจึงเป็นประเด็นที่ยังต้องติดตาม
ส่วนปัจจัยในประเทศนั้น ยังต้องดูสิ่งที่เข้ามากระทบเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ค่อนข้างเยอะของภาคครัวเรือน ทำให้ระดับหนี้สูงขึ้น ซึ่งพวกนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามดูต่อเนื่อง เพราะอาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินได้ ส่วนทางด้านการคลังระยะสั้นอาจไม่มีปัญหาร้ายแรง แต่ต้องคอยติดตามด้วยความระมัดระวัง
“เศรษฐกิจไทยเวลานี้ถือว่าโตในระดับใกล้เคียงกับศักยภาพแล้ว เพียงแต่ศักยภาพพวกนี้ปรับปรุงได้ด้วยการลงทุน ทั้งในด้านที่เป็นกายภาพและไม่ใช่กายภาพ เช่น พัฒนาการศึกษา คุณภาพของคน ซึ่งจะช่วยเสริมเศรษฐกิจประเทศให้ดีขึ้นได้”นายประสารกล่าว
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มการเติบโตดี น่าจะเป็นปัจจัยหลักซึ่งทำให้ ฟิทช์ ปรับเครดิตเรทติ้งของประเทศไทยดีขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าเครดิตเรทติ้งของประเทศไทยจะดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ควรต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะระดับหนี้ของภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น รวมถึงหนี้สาธารณะของภาครัฐ
สำหรับหนี้ครัวเรือนนั้น หากไม่ระมัดระวังอาจทำให้ภาคครัวเรือนก่อหนี้ที่เกินกำลังได้ และถ้าในอนาคตเศรษฐกิจเกิดชะลอลง ก็อาจกระทบต่อศักยภาพในการชำระคืนหนี้ได้เช่นกัน
นายธีระชัย กล่าวด้วยว่า แนวทางการกำกับดูแลเพื่อลดความร้อนแรงของการก่อหนี้นั้น หากเป็นเครื่องมือที่ใช้โดยทั่วไป เช่น อัตราดอกเบี้ย ก็ควรดูไม่ให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป ขณะเดียวกันก็อาจนำเครื่องมืออื่นๆ มาใช้ เช่น เครื่องมือการกำกับดูแลผ่านระบบสถาบันการเงิน(Macro prudential) โดยการกำหนดจำนวนเท่าของวงเงินการให้สินเชื่อบุคคลว่า ไม่ควรให้เกินกี่เท่าของเงินเดือน
“บางประเทศก็มีข้อกำหนดว่า การให้กู้ยืมบุคคลธรรมดา ยอดที่ให้กู้จะให้ได้ไม่เกินกี่เท่าของเงินเดือน ซึ่งของไทยนั้น เข้าใจว่าในระดับแบงก์พาณิชย์คงมีเกณฑ์เหล่านี้ใช้กันภายใน เพียงแต่ว่าในแต่ละแบงก์อาจไม่เท่ากัน ดังนั้นแบงก์ชาติหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเตือนหรือชี้แนะให้แบงก์พาณิชย์เหล่านี้ จำกัดวงเงินที่จะปล่อยหรือให้ลดลงมาบ้าง”นายธีระชัยกล่าว
ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยนั้น ปัจจุบันมีการใช้มาตรการการให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน(LTV) อยู่ ซึ่งปัจจุบันใช้กับคอนโดมิเนียมที่ 90% และบ้านแนวราบที่ 95%เพียงแต่สถานการณ์ตอนนี้ ธปท. ควรต้องติดตามดูภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด หากเห็นว่าระดับราคามีการเร่งตัวขึ้น หรือโครงการมีมากเกินไปที่สภาวะตลาดจะรับได้ ก็อาจพิจารณาปรับขึ้นสัดส่วนเหล่านี้ได้เช่นกัน
สำหรับหนี้สาธารณะนั้น ปัจจุบันรัฐบาลมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก วงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งการลงทุนลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องดีต่อประเทศ เพราะช่วยให้ต้นทุนการดำเนินการต่างๆ ในอนาคตถูกลง เพียงแต่การลงทุนที่มีมูลค่าใหญ่ขนาดนี้ อยากให้เป็นการลงทุนที่ผ่านกระบวนการตามช่องทางกฎหมายปกติ หรือผ่านกระบวนการทางด้านงบประมาณ
“ผมอยากให้รัฐบาลเวลาลงทุนอะไร ควรผ่านช่องทางปกติ คือ งบประมาณ เพราะการไปเปิดช่องพิเศษโดยออกกฎหมายเฉพาะเพื่อการกู้ยืม มันเป็นการดำเนินการนอกงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการพิจารณาการใช้งบตรงนี้มันไม่ละเอียดเท่าที่ควร”นายธีระชัยกล่าว









