กำไรอ่อนตัวเล็กน้อย แต่จะกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้งในปี 2556
กำไร 4Q55 ลดลง 9% จาก 3Q55 แต่เติบโตกว่า 68% จากฐานต่ำใน 4Q54
BEC รายงานกำไร 4Q55 อยู่ที่ 1.16 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับที่คาด ลดลง 9% QoQ เนื่องจากไตรมาส 4 ของทุกปีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นจากการจ่ายโบนัสพนักงาน (ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร +22% QoQ) ขณะที่รายได้รวมยังเติบโตได้ 6% QoQ มาอยู่ที่ 3.87 พันล้านบาท และหากเทียบกับ 4Q54 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม กำไรจะเติบโตกว่า 68% YoY และรายได้รวมเติบโต 33% YoY เราคาด BEC จะจ่ายเงินปันผลงวด 2H55 หุ้นละ 1.20 บาท ทั้งนี้ รวมงวดปี 2555 มีกำไร 4.78 พันล้านบาท เติบโต 35% YoY และมีรายได้รวม 1.49 หมื่นล้านบาท เติบโต 16% YoYสูงกว่าการเติบโตของมูลค่าตลาดงบโฆษณาสื่อโทรทัศน์ที่เติบโตราว 9% YoY
ปี 2556 กำไรจะกลับมาเติบโตโดดเด่นหลังขึ้นค่าโฆษณาอย่าง Aggressive
ปี 2556 ช่อง 3 มีการปรับผังรายการและปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาอย่าง Aggressive ตั้งแต่ต้นปี โดยปรับเพิ่มค่าโฆษณากว่า 30 รายการ (ประมาณ 34% ของเวลาออกอากาศทั้งหมด) ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 5% จนถึง 50% ในขณะที่รายการยอดนิยมของช่อง 3 เช่น รายการเล่าข่าวเช้า, ละครหลังข่าว และเรียลลิตี้โชว์ ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และยังได้ประโยชน์จากอัตราภาษีนิติบุคคลที่จะลดลงจาก 23% เหลือ 20% ในปีนี้ เราจึงคาดกำไรปี 2556 จะยังเติบโตโดดเด่นกว่า 22% YoY
“ดิจิตอลทีวี” เป็นปัจจัยเสี่ยง แต่ BEC ก็มีโอกาสเข้าประมูล
เรามองว่าการเกิดดิจิตอลทีวีปัจจัยเสี่ยงสำหรับ BEC ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิมในอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ เนื่องจากจะทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้นจากช่องฟรีทีวี (ระบบเสาก้างปลาเดิม) ที่จะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 48 ช่อง อย่างไรก็ตาม BEC ก็มีโอกาสเข้าประมูลช่องดิจิตอลทีวี และมีโอกาสเป็นผู้ให้บริการรับจ้างผลิต Content ให้กับช่องดิจิตอลทีวีที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการเปิดประมูลช่องดิจิตอลทีวีประเภทบริการทางธุรกิจจำนวน 24 ช่อง ช่วงปลายปี 2556
ระยะสั้นกำไรยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น แต่มี “ดิจิตอลทีวี” เป็นปัจจัยเสี่ยง
แม้เราจะคาดว่าผลประกอบการปี 2556 ของ BEC จะยังคงเติบโตโดดเด่น เนื่องจากมีความสามารถในการแข่งขันสูงทำให้สามารถปรับขึ้นค่าโฆษณาอย่าง Aggressive ได้ตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งมีโอกาสเข้าประมูลช่องดิจิตอลทีวีกลางปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น BEC เพิ่มขึ้นเข้าใกล้มูลค่าเหมาะสมที่เราประเมิน และมีความเสี่ยงจากการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากจำนวนผู้ให้บริการที่เพิ่มขึ้น ทั้งฟรีทีวีเสาก้างปลา, ทีวีดาวเทียม, เคเบิลทีวี และดิจิตอลทีวี เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ถือ” (จากเดิม “ซื้อ”) โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 73.20 บาท (เทียบเท่า P/E Ratio ’56 ที่ 25 เท่า)









