"ดร.เบญจรงค์"ระบุดอกเบี้ยนโยบาย2.75%ยังคงถึงสิ้นปี เพราะเศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ค่าบาทแข็งก็แผ่วลง และมีมาตรการอื่นแก้
ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจทีวี"ข่าวตรงประเด็นค่ำเรื่อง"ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย"ว่า นโยบายดอกเบี้ยนโยบายในครั้งหน้ายังมีเรื่องที่ต้องติดตามอยู่ 2-3 เรื่อง ที่อาจจะกระทบแรงกดดันดอกเบี้ย เรื่องขึ้นดอกเบี้ยคิดว่าคงไม่มีแน่ ตอนนี้คำถามอยู่ที่ว่าจะคงหรือจะลง โดยมุมมองของธนาคารทหารไทยบีตอนนี้มองว่า น่าจะคงดอกเบี้ยได้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่แล้วก็ตัวเลขทิศทางของเศรษฐกิจคู่ค้าของเราขยายไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตลาดใหญ่ๆ อย่างสหรัฐ หรือเศรษฐกิจจีน ที่ตัวเลขมันดีขึ้น แต่เรื่องที่มีความกังวลอยู่จะเป็นเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่เห็นตั้งแต่ต้นปีมา เงินไหลเข้ามากดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 3% ถึงวันนี้จะหย่อนลงมาแล้ว ค่าเงินบาทมาอยู่ที่ 29 บาท/ดอลลาร์ ไปแตะ 30 บาทเป็นช่วงๆ แต่ว่าตอนนี้ก็ยังเป็นความกังวลอยู่ว่าเงินทุนเคลื่อนย้าย ยังไหลกลับเข้ามาอยู่หรือเปล่า แต่โดยรวมเชื่อว่าในตัวดอกเบี้ยยังสามารถจะคงได้ สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ และแรงกดดันของค่าเงินบาทก็หายไปแล้วส่วนหนึ่งเหมือนกัน
ดร.เบญจรงค์ กล่าวว่า โอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายพูดยาก ถ้าให้พูดตามความรู้สึกจริงๆ โอกาสที่แบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยก็ประมาณ 30% เท่านั้นเอง แต่อันนี้ก็ต้องเรียนว่าไม่ได้มีการวิเคราะห์เป็นตัวเลขอย่างชัดเจน แต่ว่าถ้าลองๆ ดูแล้วประมาณ 70%สามารถคงดอกเบี้ยได้ เพราะแรงกดดันบนค่าเงินจะเห็นได้ว่าตอนนี้มันแผ่วไปแล้ว ถ้ามันสามารถแผ่วลงประมาณอย่างนี้ไปต่ออีกช่วงหนึ่ง แรงกดดันในการจำเป็นที่จะต้องลดดอกเบี้ยก็จะหายไป
"ต้องยอมรับว่าปีนี้ต้องแข็งกว่าปีที่แล้วแน่นอน ปีที่แล้วเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 30.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปีนี้เรามองอยู่ที่ประมาณ 30-30.1 เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังรู้สึกว่าแข็งไปกว่าที่มองด้วยซ้ำไป"ดรงเบญจรงค์ กล่าว
เขา กล่าวด้วยว่า กรณีนักวิเคราะห์ของแบงก์ออฟอเมริกาที่ออกมาวิเคราะห์ว่าโอกาส ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด ตอนนี้สหรัฐแสดงจุดยืนออกมามี 2-3 เรื่อง 1.เรื่องของอัตราการว่างงาน จะต้องมาถึง 6.5% ปัจจุบันอยู่ที่ 7.8% เพราะฉะนั้นตรงนี้ถามว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ไหม คงจะไม่ อย่างน้อยเศรษฐกิจอเมริกา คงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปีกว่า ที่จะให้อัตราการว่างงานมาอยู่ที่ประมาณ 6 กว่าๆ ได้ 2.เรื่องของเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสหรัฐบอกว่า ตราบใดที่เงินเฟ้อไม่เกิน 2.5% ก็ยังสามารถกดดอกเบี้ยให้ต่ำอย่างนี้ต่อไปได้ ตรงนี้ก็ต้องดูว่า ถ้าเกิดเงินเฟ้อมาเร็วกว่าที่คิด ก็อาจจะต้องจำเป็นในการจะหยุดเงินเฟ้อตรงนั้นด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด ซึ่งตอนนี้ความเสี่ยงของเงินเฟ้อจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในอเมริกาในช่วงปลายปี ช่วงที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชัดเจนขึ้น เศรษฐกิจอเมริกาชัดเจนขึ้น ทำให้ราคาพลังงานในโลกวิ่งมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นต้องดูช่วงปลายปีให้ดีว่า พลังงานจะสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อในเศรษฐกิจอเมริกามากขนาดไหน
ดร.เบญจรงค์ กล่าวว่า แบงก์ชาติ สามารถคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งปีได้ แต่จะมีความเสี่ยงคล้ายๆ ของอเมริกา ถ้าเกิดเศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้นในช่วงปลายปีจริง เศรษฐกิจจีนดีขึ้นในช่วงปลายปีจริง แล้วก็ไม่ได้เกิดความและเทะอะไรบนเศรษฐกิจโลกอีก ก็มีโอกาสที่ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงปลายปี เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าเกิดมาเร็วจริงๆ แบงก์ชาติอาจจะรู้สึกจำเป็นว่าต้องขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อในช่วงปลายปี แต่ว่าปัจจุบันนี้ยังไม่คิดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวจริงขนาดนั้น
"คิดว่าคงดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ เพราะฉะนั้นในอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.75% ยังคงเป็นดอกเบี้ยที่คงได้ทั้งปี และเรื่องของความผันผวนบนค่าเงินก็ยังมีมาตรการอื่น ไม่ได้มีมาตรการดอกเบี้ยอย่างเดียวในการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเชื่อว่าแบงก์ชาติคงสามารถเลือกใช้มาตรการอย่างอื่นก่อนได้แทนที่จะใช้นโยบายดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งภาคต่างประเทศ และภายในประเทศทั้งหมด"ดร.เบญจรงค์ กล่าวย้ำ
ดร.เบญจรงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนค่าเงินเยนต้องบอกว่าปีนี้ วิ่งกันไกลทีเดียว หลายๆ ฝ่ายเองก็ยังขีดไว้อยู่ เงินเยนต่อดอลลาร์สามารถวิ่งไปได้ถึง 100 เยนต่อดอลลาร์ ณ ตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 90 กว่าๆ เพราะฉะนั้นก็ยังมีที่สามารถวิ่งได้ แต่ทีนี้จากการประชุมของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น เมื่อตอนต้นสัปดาห์ที่แล้ว ก็สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน คือว่า สภาพคล่องที่ นายกฯ ชินโสะ อาเบะ อยากจะให้ใส่ระบบอีก เขาบอกว่าไปคุยกันอีกทีปีหน้า บอกว่าอาจจะทำในปีหน้า ซึ่งตรงนี้ก็เลยทำให้การอ่อนค่าลงของเงินเยนชะลอลง แต่ทีนี้ในปีนี้มันยังไม่สิ้นสุด เพราะว่าผู้ว่าการ ธ.กลางของญี่ปุ่นจะหมดวาระทำงานลงในเดือน เม.ย.นี้ จะต้องมีการตั้งผู้ว่าการใหม่
"การตั้งผู้ว่าการใหม่ก็แน่นอนว่าทางรัฐบาลเป็นผู้ที่จะเสนอชื่อขึ้นมา ตอนนี้ผู้ที่เลือกเข้ามาเท่าที่เห็นลิสต์รายชื่อมาส่วนใหญ่เป็นคนที่มองว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่น จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนทิศทางในเรื่องของสภาพคล่องของเงินเยน และก็อาจทำให้ค่าเงินเยนจะอ่อนลงเร็วกว่าในช่วงกลางปีนี้"ดรงเบญจรงค์ กล่าว









