วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความท้าทายในการจัดตั้งตลาดหุ้นวิสาหกิจเพื่อสังคม

ผมมีความสนใจเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise หรือ SE) มาเป็นเวลานานราว 20 ปีแล้ว

โดยเป็นคนแรกๆ ที่นำเสนอแนวคิด“การประกอบการเพื่อสังคม” ในสังคมไทย(ตัวอย่างเช่นบทความล่าสุดเรื่อง “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม : ความหวังใหม่ในการพัฒนาสังคมไทย” Blog OK Nation โพสต์เมื่อ 26 มี.ค.2550)นอกจากนี้ ผมทำงานวิจัยยุทธศาสตร์วิสาหกิจเพื่อสังคม 3 แสนองค์กร ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษอีกด้วย

ผมยังพยายามผลักดันการส่งเสริมSE ในประเทศไทย อาทิการจัดตั้งสถาบันการประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurship Institute)รวมทั้งแสวงหาการสนับสนุนจากต่างประเทศ โดยผมได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานองค์กรผู้นำการเมืองเพื่อวิสาหกิจสังคม (Political Leaders for Social Enterprise) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

นับว่าความพยายามของผมไม่เสียเปล่า เพราะหลังจากนั้น ภาครัฐและเอกชนเกิดความตื่นตัวในการส่งเสริมSE เช่น การจัดตั้งสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ในปี 2554 ต่อมาเปลี่ยนเป็นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ปี 2562 ขณะที่ภาคเอกชนรวมตัวเป็นสมาคมธุรกิจเพื่อสังคม เป็นต้น

ความคืบหน้าในการส่งเสริม SE ที่ผมให้ความสนใจ คือ การอนุญาตให้ SE ที่จดทะเบียนตามพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สามารถเสนอขายหุ้นต่อประชาชนได้ (แต่ยังนำหุ้นไปซื้อขายในตลาดรองไม่ได้)ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ส่งเสริมความตระหนักและความเข้าใจ เกี่ยวกับการลงทุนเพื่อสังคมจัดทำโครงการ social impact investment เพื่อเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม

ความคืบหน้าดังกล่าว สอดคล้องกับชุดแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนทางสังคม ที่ผมได้เสนอไว้เป็นเวลานานแล้ว อาทิ การส่งเสริมการลงทุนภาคสังคม (BOI ภาคสังคม) การระดมการลงทุนทางสังคมจากหน่วยธุรกิจทั่วโลก การลดภาษีสำหรับผู้ประกอบการเพื่อสังคม รวมทั้งการจัดตั้งตลาดหุ้นเพื่อสังคม(Social Stock Exchange: SSE) ด้วย

เหตุที่ผมสนใจประเด็นนี้ เนื่องจากการขาดแคลนเงินลงทุนเป็นปัญหาสำคัญขององค์กรภาคประชากิจ แม้ว่า SE มีความสามารถในการสร้างรายได้ด้วยตัวเอง แต่การขาดแคลนแหล่งเงินทุนเฉพาะสำหรับ SE ก็เป็นอุปสรรคในการจัดตั้งและขยายกิจการของ SE

ถึงแม้ว่านักลงทุนจำนวนหนึ่งพร้อมจะลงทุนกับ SEแต่พวกเขาต้องการความมั่นใจในความโปร่งใสทางการเงินและความสามารถสร้างผลกระทบทางสังคมของกิจการเพื่อสังคม ที่พวกเขาจะสนับสนุนทางการเงิน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ SSEควรจะเกิดขึ้น ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างกิจการเพื่อสังคมและนักลงทุน โดยสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานทางบัญชี การเปิดเผยข้อมูล การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานขององค์กรที่เข้ามาระดมทุน รวมทั้งจัดให้มีแพลตฟอร์มหรือกลไกสำหรับการเชื่อมโยงและซื้อขายหลักทรัพย์ของกิจการเพื่อสังคม

อย่างไรก็ดีการพัฒนาตลาดทุนสำหรับ SE ในประเทศไทย ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องจัดการให้ได้

ประการแรก คือ การพัฒนาSE ในเชิงคุณภาพและปริมาณ

ประเด็นสำคัญของการพัฒนาตลาดทุนสำหรับ SE ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการพัฒนานักลงทุนทางสังคมเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพของ SE ทั้งระบบเพราะหากในประเทศมี SE จำนวนมากพอ มีความสามารถสร้างผลกระทบทางสังคม รวมทั้งสามารถสร้างผลกำไร เพื่อคืนกำไรบางส่วนให้กับนักลงทุนได้ นักลงทุนย่อมยินดีที่จะนำเงินมาลงทุน

แต่ปัจจุบัน SE ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จำนวนองค์กรยังมีไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้นที่มีอยู่ยังไม่แข็งแรงพอ ทำให้ตัวเลือกสำหรับการลงทุนยิ่งมีจำนวนน้อยลง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการสร้างความตระหนักและความเข้าใจแก่นักลงทุน คือ การพัฒนา SE ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

ผมได้เสนอแนวคิดไว้จำนวนหนึ่ง ในการส่งเสริม SE อาทิ การปรับปรุงแนวคิดของระบบการศึกษา จากเดิมที่เน้นพัฒนาคนและองค์ความรู้ เพื่อตอบสนองความต้องการของภาครัฐกิจและธุรกิจ มาเป็นการให้ความสำคัญกับการผลิตผู้ประกอบการ บุคลากรและองค์ความรู้ สำหรับภาคประชากิจมากขึ้น การพัฒนาระบบนิเวศน์ของ SE การพัฒนาระบบสนับสนุนองค์กรภาคประชากิจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกระทรวงประชากิจ แหล่งเงินทุนสำหรับ SEศูนย์บ่มเพาะ SE เป็นต้น

ประการต่อมา คือ การพัฒนามาตรฐานสำหรับSE​

การที่ SE จะสามารถจดทะเบียนใน SSE ไม่ใช่เรื่องง่าย ในประเทศกำลังพัฒนา SE ต้องใช้เวลา 12-18 เดือน เพื่อเตรียมการจดทะเบียนในSSE ตั้งแต่การทำความเข้าใจกฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานทางบัญชีและการเงิน ความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับการจัดหาเงินทุน การเปิดเผยข้อมูลการประกอบการ การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบที่เป็นมาตรฐาน เพื่อสื่อสารผลกระทบทางสังคมต่อนักลงทุน

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังขาดมาตรฐานสำหรับองค์กรแบบ SE ซึ่งมีความแตกต่างจากองค์กรธุรกิจทั่วไป เพราะวัตถุประสงค์หลักของ SE คือ การสร้างผลกระทบทางสังคม แต่กระนั้นการวัดผลกระทบทางสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการดำเนินงานทางสังคมมีความแตกต่างหลากหลาย และผลกระทบทางสังคมมีหลายรูปแบบ อาจไม่ปรากฏชัดเจนเหมือนกับผลกำไรของภาคธุรกิจ

ผมคิดว่า หากเป็นไปได้ มาตรฐานการประเมินผลกระทบทางสังคมสามารถวัดออกมาเป็นรูปตัวเงินได้ซึ่งจะทำให้นักลงทุนหรือนักวิเคราะห์สามารถวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลประกอบการของ SE ได้ รวมทั้งวิเคราะห์ราคาหุ้นของ SE ได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี การประเมินดังกล่าวอาจต้องใช้เทคนิคการประเมินที่ซับซ้อน อาจจำเป็นต้องมีผู้ประเมินที่เชี่ยวชาญและเป็นอิสระ ทำให้มีต้นทุนการประเมินที่ค่อนข้างสูงประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องนำมาคำนึงถึงในการออกแบบมาตรฐานสำหรับ SE

ประการสุดท้าย คือ การพัฒนานักลงทุนเพื่อสังคมรายย่อย

ปัจจุบัน การพัฒนานักลงทุนเพื่อสังคม เน้นกลุ่มนักลงทุนที่เป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม แต่การพัฒนานักลงทุนเพื่อสังคม ยังไม่ได้ลงไปถึงรายย่อยหรือประชาชนทั่วไปมากเพียงพอซึ่งผมคิดว่านักลงทุนรายย่อยมีการบริจาคเงินเป็นปกติอยู่แล้ว

ดังนั้นหากเราสามารถสร้างความตระหนักและความเข้าใจกับกลุ่มนักลงทุนรายย่อยว่า พวกเขาสามารถลงทุนพร้อมกับทำบุญไปพร้อมกันได้ รวมทั้งการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนใน SE ได้สะดวก เช่น แพลตฟอร์มการลงทุนออนไลน์ ระบบข้อมูลข่าวสารการลงทุนใน SE เป็นต้น เราจะสามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยที่มีจำนวนมากได้ ทำให้ SE มีโอกาสได้รับเงินทุนเพิ่มมากขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์สำหรับSE เป็นหนึ่งในมาตรการที่จำเป็นสำหรับการส่งเสริม SE ในประเทศไทย แต่การพัฒนา SE ในประเทศไทยยังเพิ่งเริ่มต้น และยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ เพื่อทำให้สังคมของเราดีขึ้น