“สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์” ขึ้นเวที 2026 IMF–World Bank Annual Meetings ย้อนรอยเศรษฐกิจไทย ชี้กุญแจสำคัญทลายข้อจำกัดเชิงสถาบัน ยกระดับสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค AI เศรษฐกิจสีเขียว
KEY POINTS
- ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ระบุในเวที IMF World bank 2026 ว่าตลอด 35 ปีที่ผ่านมา จุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือ "ข้อจำกัดเชิงสถาบัน" ที่เป็นคอขวดขัดขวางการเติบโตของผลิตภาพอย่างยั่งยืน
- แนะให้ไทยต้องเร่งปรับตัวจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ด้าน คือ ยุคดิจิทัลและ AI, เศรษฐกิจสีเขียว และห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่
- เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาขีดความสามารถของสถาบันและกำลังคน เพื่อรองรับผลกระทบจาก AI และคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจสีเขียวที่จะสร้างงานใหม่จำนวนมาก
- หากไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงสถาบันและสร้างความน่าเชื่อถือทางนโยบายได้ จะสามารถยกระดับการเติบโตและบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ในอนาคต
ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings อีกครั้งในรอบ 35 ปี โดยในการประชุมครั้งนี้มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ “Thailand Special Seminar: Bangkok 1991–2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth” เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา เพื่อเปิดมุมมองสู่อนาคตในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตของไทยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
โดยหนึ่งในบุคคลที่ขึ้นเวทีนี้คือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัล ได้ร่วมแสดงทัศนะในเวทีนี้
ดร.สุทธิพันธ์ ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา 35 ปีประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งการมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม มีบุคลากรที่มีศักยภาพ และมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ไทย และประเทศกำลังพัฒนายังขาดและเป็นคอขวดสำคัญคือความสามารถในการแปลสิ่งเหล่านี้ไปสู่การเติบโตของผลิตภาพอย่างยั่งยืน (Sustained Productivity Growth) เนื่องจากไทยเผชิญ ข้อจำกัดและความอ่อนแอเชิงสถาบัน (Institutional Weaknesses) ที่ทำให้ไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจังและต่อเนื่องได้
ทั้งนี้สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย จะต้องรับมือกับวิกฤตและความไม่แน่นอน 3 ข้อที่เป็นบทเรียนสำคัญดังนี้
1.การบูรณาการทางเศรษฐกิจ (Integration) โดยการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาคถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตของไทยและอาเซียนมาโดยตลอด โดยอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตสูง มีสัดส่วนการค้าคิดเป็นเกือบ 90% ของ GDP ภูมิภาค สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกินสองเท่า และดึงดูดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ถึง 2.439 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 15% ของ FDI ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่เนื่องจากติดปัญหากับดักโครงสร้างภายในประเทศและอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม สามารถดึงดูดโอกาสในห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ยุคใหม่ได้ดีกว่าไทยจึงต้องเร่งบูรณาการอย่างต่อเนื่องและวางตำแหน่งตนเองเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานใหม่
2.ความคล่องตัวและการปรับตัว (Agility & Adaptability) ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น (Higher Value-Added)ตัวอย่างเช่น การปรับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านใหญ่ 3 ด้าน (Triple Transformation) ได้แก่ การปรับสู่ดิจิทัลและ AI, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว, และ การจัดโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ โดยการปรับตัวนี้ต้องมีความครอบคลุม กระจายโอกาสไปยัง SME, สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วประเทศ
และ 3.ขีดความสามารถเชิงสถาบันและกำลังคน (Capability) การสร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับอนาคตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยผลการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า แรงงานในอาเซียนเกือบ 80 ล้านคนจะได้รับผลกระทบจาก Generative AI ซึ่งส่งผลให้รูปแบบการทำงานและทักษะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวจะสร้างโอกาสเกิดงานสีเขียวใหม่ถึง 30 ล้านตำแหน่งในอาเซียนภายในปี 2030 การจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้ต้องอาศัยสถาบันที่มีความยืดหยุ่น มีธรรมาภิบาล และได้รับความไว้วางใจจากทุกภาคส่วน
- แนะเร่งทลายคอขวดเชิงสถาบัน เพิ่มผลิตภาพอย่างยั่งยืน
ดร.สุทธิพันธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นสูง มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม มีบุคลากรที่มีศักยภาพ และมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่จุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ไทยไม่สามารถแปลงโอกาสเหล่านี้ให้กลายเป็นการเติบโตของผลิตภาพอย่างยั่งยืน (Sustained Productivity Growth) ได้ คือข้อจำกัดเชิงสถาบันในการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
- ภาครัฐกับการนำพาไทยสู่ยุค AI และเป้าหมาย OECD
ทั้งนี้ในยุค AI บทบาทของภาครัฐมีความสำคัญยิ่งขึ้นในการสร้างสมดุลระหว่าง นวัตกรรม (Innovation) และ ความครอบคลุม (Inclusion) เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงาน โดยรัฐบาลต้องเร่งลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน และส่งเสริมการปรับใช้เทคโนโลยี (เช่น Small AI) ในวงกว้าง
“หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงสถาบันและสร้างความน่าเชื่อถือทางนโยบาย (Policy Credibility) ได้ ไทยจะสามารถยกระดับการเติบโตอย่างยั่งยืน ยืดหยุ่น และครอบคลุม พร้อมทั้งบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จภายในหนึ่งทศวรรษข้างหน้า”ดร.สุทธิพันธ์ กล่าว




