หน้าที่สื่อมวลชนกับ พระราชดำรัสในหลวง ร. 9 (ตอน 2)

หน้าที่สื่อมวลชนกับ พระราชดำรัสในหลวง ร. 9 (ตอน 2)

“จุลสารราชดำเนิน”ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ฉบับที่ 32 ประจำเดือนธันวาคม 2559ที่เผยแพร่ในช่วงปลายปี 2559 ได้เสนอรายงานพิเศษ

เรื่อง หน้าที่สื่อมวลชน-คนหนังสือพิมพ์กับพระราชดำรัสฯ "ในหลวงฯ-ร.9 อันมีเนื้อหาที่น่าสนใจที่ควรนำมาเผยแพร่ให้ผู้คนได้อ่านในวงกว้าง

หน้าที่สื่อมวลชนกับ พระราชดำรัสในหลวง ร. 9 (ตอน 2)

อ.มานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์อาวุโสจากไทยรัฐ เล่าต่อไปด้วยความทรงจำที่แจ่มชัดแม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2512 พระองค์ท่านเสด็จฯ มาทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่เป็นที่ตั้งของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ทุกวันนี้ ที่ถนนสามเสน ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ท่านก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ โดยเสด็จฯ มาพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ โดยที่ท่านทรงมาตอนแรกนั้น ท่านก็ไม่ได้มีพระราชดำรัสอะไร นอกจากว่าท่านทรงได้ซักถามเป็นการส่วนตัว

โดย นักหนังสือพิมพ์อาวุโสจากไทยรัฐ กล่าวพร้อมกับนำภาพถ่ายในอดีตที่เคยได้เฝ้าฯ รับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเล่าให้ฟังประกอบว่า ตอนนั้น คุณเสฐียร พันธรังษี เป็นนายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อดีตนายกฯ ก็แนะนำกรรมการสมาคมฯ ซึ่งตอนนั้นผมเป็นรองเลขาฯ เขาก็แนะนำว่า คนนี้คือคุณมานิจ ช่วยข้าพเจ้าอย่างมาก ท่านก็ทรงถามว่า “อยู่ที่ไหน” ผมก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พระเจ้าค่ะ” ท่านก็ตรัสถามว่า “ทำอะไรอยู่” ผมก็ตอบพระองค์ท่านว่า “ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าข่าวการศึกษา” ท่านก็ตรัสถามว่า “เห็นนายกฯ บอกว่าช่วยงานเขามาก ทำอะไร” ผมก็ตอบพระองค์ท่านว่า เรื่องติดต่อขอใช้ที่ดินแห่งนี้ ก็ทำหนังสือ เนื่องจากข้าพเจ้าเรียนกฎหมายมา ผู้ใหญ่ก็ใช้ให้ไปร่างข้อบังคับสมาคมฯ ด้วย พระองค์ท่านก็ทรงพยักหน้าแล้วก็ทรงเดินไป

...ต่อมา พระองค์ท่านเสด็จฯ มาอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 26 มิถุนายน พ.ศ.2514 ที่มีการเปิดที่ทำการสมาคมนักหนังสือพิมพ์ฯ ซึ่งพระองค์ท่านมีพระราชดำรัส ที่ตอนนี้ติดอยู่ที่สมาคมฯ พระราชดำรัสในวันนั้น ผมคิดว่าเป็นแนวทางในการทำงานของพวกเราได้เป็นอย่างดี โดยพระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

“... ข้าพเจ้าขอฝากความคิดไว้สำหรับท่านทั้งหลายว่า ทุกคน ไม่ว่าจะมีอาชีพใด ต่างมีหน้าที่ร่วมกันอยู่ประการหนึ่งเหมือนกันหมด คือหน้าที่ที่จะทำตัวให้เป็นคนมีประโยชน์และมีค่าต่อบ้านเมืองและส่วนรวม ได้แก่ การทำงานด้วยความตั้งใจจริง ประพฤติสุจริตและตั้งตนอยู่ด้วยคุณธรรม เพื่อให้ผลการปฏิบัตินั้นบังเกิดเป็นความสุข ความเจริญ และความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง”

“นักหนังสือพิมพ์เป็นผู้เสนอข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็น รวมทั้งเป็นปากเสียงแทนผู้อื่น ทุกเรื่องทุกสิ่งที่ท่านนำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แพร่หลายไปได้โดยรวดเร็วและกว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความพิจารณาที่รอบคอบ ด้วยความสุจริต ยุติธรรม และด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นพิเศษอยู่เป็นนิตย์..”

“อ.มานิจ” ถ่ายทอดเรื่องราวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีพระราชดำรัสอีกสองครั้ง ที่ท่านตรัสกับนักหนังสือพิมพ์ ที่ผมอัญเชิญมาเล่าให้ใครต่อใครฟังอยู่ตลอดเวลาคือ พระราชดำรัสที่รับสั่งไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2503 ท่านทรงไปพูดที่สมาคมหนังสือพิมพ์ กรุงวอชิงตัน ท่านรับสั่งว่า

“หน้าที่ของคนหนังสือพิมพ์กับหน้าที่ของพระเจ้าแผ่นดินนั้นมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือทำให้เกิดความเข้าใจอันดีและถูกต้องขึ้นในหมู่ชน ข้าพเจ้าเองก็พยายามทำหน้าที่เช่นนั้น แต่ว่าเราต้องทำด้วยพิธีรีตองและยศอย่างมากไปหน่อยตามธรรมเนียม”

เมื่อปี พ.ศ.2510 ท่านเสด็จ สหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง คุณมานิจเล่าปูพื้นว่า ช่วงนั้นประเทศไทยถูกหนังสือพิมพ์ต่างชาติโจมตีว่าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ตอนท่านเสด็จฯ ครั้งนั้น ก็เสด็จฯ ตามรัฐต่างๆ จนมาสุดท้ายถึงที่นิวยอร์ก รัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็จัดงานเลี้ยงส่งถวายพระองค์ท่าน ท่านก็รับสั่งขอบใจรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จนท่านทรงไปเห็นนักข่าว เห็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ยืนอยู่ ท่านก็รับสั่งด้วยข้อความนี้ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้แปลลงในหนังสือตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไปสหรัฐอเมริกา ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชนิพนธ์ คือ

"ผู้มีหน้าที่สื่อข่าวก็ดี หรือมีหน้าที่ประสานความเข้าใจระหว่างคนหลายชาติหลายชั้นก็ดี ควรสำนึกอยู่เสมอว่า งานของเขาเป็นงานสำคัญและมีเกียรติสูง เพราะหมายถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการร่วมกันสร้างสันติสุขให้แก่โลก การแพร่ข่าวโดยขาดความระมัดระวัง หรือแม้แต่คำพูดง่ายๆ เพียงนิดเดียว ก็สามารถจะทำลายงานที่ผู้มีความปรารถนาดีทั้งหลายได้พยายามสร้างสรรค์ไว้ด้วยความยากลำบาก เป็นเวลาแรมปี

หากจะแก้ตัวว่าการพูดพล่อยๆ เพียงสองสามคำนี้เป็นเรื่องเล็ก ไม่น่าจะเก็บมาถือเป็นเรื่องใหญ่เลย ก็ไม่ถูก เหมือนฟองอากาศนิดเดียว ถ้าเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดก็จะปลิดชีวิตคนได้ทั้งคน และน้ำตาลหวานๆ ก้อนเล็กนิดเดียว ถ้าใส่ลงไปในถังน้ำมันรถ ก็จะทำให้เครื่องจักรดีๆ ของรถเสียได้โดยสิ้นเชิง

“อ.มานิจ ”ย้ำว่า นี่คือคำสอนที่พระองค์ท่านทรงสอนว่า การเขียนอะไรลงไปเพียงคำสองคำ มันอาจไปทำลายงานที่คนเขาปรารถนาดีทำขึ้น ไปทำลายงานของเขาหมด พระองค์ท่านก็ทรงเปรียบเหมือนฟองอากาศ ที่เราดูอาจเหมือนกับว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่เวลาหมอจะฉีดยา หมอจะไล่ฟองอากาศเสียก่อน ถ้าฟองอากาศไปอยู่ในเส้นเลือด คนนั้นตาย ก็เปรียบเหมือนกับการพูดอะไรพล่อยๆ เพียงคำสองคำ อาจไปทำลายงานของเขาที่ดีๆ ได้หมด แล้วท่านก็ทรงเปรียบเหมือนว่า น้ำตาลๆ หวานก้อนนิดเดียว ใส่ในถังน้ำมันรถ ทำให้เครื่องจักรเสียไปเลย

พระบรมราโชวาทนี้มีความสำคัญมาก สำหรับคนประกอบอาชีพสื่อมวลชนที่จะยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการทำงาน.

"นักหนังสือพิมพ์เป็นผู้เสนอข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็น รวมทั้งเป็นปากเสียงแทนผู้อื่น ทุกเรื่องทุกสิ่งที่ท่านนำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แพร่หลายไปได้โดยรวดเร็วและกว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความพิจารณาที่รอบคอบ ด้วยความสุจริต ยุติธรรม และด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นพิเศษอยู่เป็นนิตย์”