วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองของการสร้างภาพ 'ชนบทไทย'

กรอบความเข้าใจ “สังคมชาวนา” ว่าเป็นสังคมที่สงบสุข ผู้คนมีจิตใจงดงาม มีประเพณีที่สูงคุณค่า

 มีการจัดระบบความสัมพันธ์ที่เหมาะสม รู้ที่ต่ำที่สูง ฯลฯ ถูกสร้างและผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยตลอดมา พร้อมกันนั้น ก็ถูกทำให้เป็นภาพแทน “ความเป็นไทย” ที่ต้องยึดมั่นรักษาเอาไว้ให้คงทนสถาพรไป

ภาพ “สังคมชาวนา”ซึ่งเป็นภาพแทน “ความเป็นไทย”ถูกผลิตและผลิตซ้ำโดยผ่านปัญญาชน (นักคิดของชนชั้นนำ Intellectuals) และกลุ่มปัญญาชนสังคม (Intelligentsia กลุ่มทางสังคมของผู้มีการศึกษา)

พระยาอนุมานราชธน ปัญญาชนคนสำคัญของสังคมไทย ได้สร้างความรู้เพื่อแสดงว่าสังคมชนบทของไทยมีวัฒนธรรมที่สร้างระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ อันทำให้สังคมชนบทมีความสงบสุข แม้ว่าพระยาอนุมานราชธนเน้นว่าคนชนบทอาศัยความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาที่เต็มไปด้วยความงมงาย อีกทั้งยังนับถือพุทธศาสนาบนความศรัทธา (มิใช่ปัญญาหรือเหตุผล) ในการจรรโลงระเบียบแบบแผนต่างๆ ในสังคมของตน ซึ่งส่งผลให้ภาพชนบทเป็นภาพของกลุ่มคนที่ล้าหลังในบางด้าน แต่พระยาอนุมานราชธนก็ได้เน้นว่าการพัฒนาชนบทให้เจริญขึ้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพื่อจะป้องกันมิให้คนชนบทพากันหลงเชื่อลัทธิอันไม่พึงปรารถนา ซึ่งการพัฒนาชนบทนี้ควรดำเนินการโดยผู้นำและชนชั้นนำที่มีสติปัญญาและคุณธรรมเหนือคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมไทย นอกจากนี้ยังเน้นด้วยว่าโครงสร้างสังคมที่แบ่งคนออกเป็นลำดับชั้นนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงาม ดังนั้น การสร้างความรู้เรื่อง “สังคมชาวนา “ของพระยาอนุมานราชธนจึงตอกย้ำความสำคัญของการรักษาโครงสร้างรัฐแบบรวมศูนย์อำนาจ

การสร้างความรู้ “สังคมชนบท” ถูกเชื่อมต่อกับบทบาทของรัฐรวมศูนย์แบบเผด็จการโดยการประกอบสร้างความคิดเรื่อง “การปกครองแบบไทย”ที่เสนอโดยปัญญาชนกระแสหลักที่สำคัญ ได้แก่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เน้นว่า ลักษณะของสังคมไทย เหมาะสมที่จะปกครองแบบที่ผู้นำมีอำนาจเด็ดขาดและปกครองประชาชนด้วยความเมตตากรุณาเสมือนพ่อปกครองลูก และข้าราชการควรจะเป็น “นายของประชาชน” ก็ทำให้เป็นโอกาสของรัฐที่จะขยายอำนาจเข้ามาควบคุมและให้บริการแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาชนบทโดยรัฐหรือระบบราชการ ซึ่งจะทำให้ชนบทหลุดพ้นจากวัฏจักร “โง่ จน เจ็บ”

กระบวนการสร้างความรู้ “สังคมชนบท” นี้ ถูกทำให้ตราตรึงและฝังเข้าไปในระบบอารมณ์ความรู้สึกของพลังของกลุ่มปัญญาชนสังคม (Intelligentsia กลุ่มทางสังคมของผู้มีการศึกษา) คนกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากปัญญาชนกลุ่มหลักและก็ได้แสดงตนในการร่วมสร้างจินตนาการ “ชนบท” นี้อย่างเข้มแข็งโดยเฉพาะทางด้านการสื่อสารทางอารมณ์ อันได้แก่ การสร้าง “บทเพลงชนบท” ขึ้นมา เมื่อเกิดวิทยุทรานซิสเตอร์ซึ่งทำให้วิทยุราคาถูกมากทำให้คนทั่วไปในสังคมไทยล้วนแล้วแต่ครอบครองได้ ส่งผลทำให้การกระจายความคิดเรื่องชนบทนี้ออกไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น

 นักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ครูไพบูลย์ บุตรขัน (ไพบูลย์ ประณีต) ที่มีบทบาทตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แต่งเพลงที่ชื่นชม “ความเป็นชนบท” ไว้มากมาย จนอาจะกล่าวได้ว่าความนิยมมีมากมายนอกจากความสามารถในการแต่เพลงที่มีอย่างล้ำลึกแล้ว การเลือกแต่งเพลงเกี่ยวกับ “ความเป็นชนบท” เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดพลังของความชื่นชอบ/ชื่นชม จนเมื่อความนิยมเพลง “ความเป็นชนบท” ได้ขยายตัวคลุมสังคมไทย จึงทำให้เกิดการให้ความหมายรวมของบทเพลงชนบทนี้ว่า “เพลงลูกทุ่ง” ซึ่งเกิดขึ้นมาในปี พ.ศ. 2507

นักร้องจำนวนมากได้เข้าร่วมขยายการรับรู้เรื่อง “ความเป็นชนบท” ผ่านเพลงของครูเพลง ( ซึ่งไม่แตกต่างไปจากบทบาทของช่างซอ ในภาคเหนือ หมอลำในภาคใต้ หนังตะลุงและโนราในภาคใต้ที่เริ่มปรับตัวเข้ามาเชื่อมต่อกับ “ความเป็นชนบท” ที่ถูกสร้างขึ้น ) ที่มีชื่อเสียง เช่น สมยศ ทัศนพันธุ์ ชาญ เย็นแข ปรีชา บุณยเกียรติ ทูล ทองใจ นริศ ทองอารีย์ ชัยชนะ บุญนะโชติ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ลัดดา ศรีวรนันท์ บุปผา สายชล ผ่องศรี วรนุช เรียม ดาราน้อย เป็นต้น

ภาพสังคมชนบทที่มีความหมายเน้นที่ความสัมพันธ์ทางสังคมที่งดงามที่ถูกสร้างขึ้นมาได้เปิดโอกาสให้แก่การเคลื่อนไหวของปัญญาชนนักวิชาการและปัญญาชนสังคม (นักพัฒนาเอกชน (NGOs)) จำนวนหนึ่งที่พยายาม “รื้อฟื้น” วัฒนธรรมชุมชนขึ้นมา เพื่อใช้เป็นฐานในการต่อรองและการต่อสู้กับรัฐและทุน เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของชาวบ้านในทุกภูมิภาค โดยปัญญาชนกลุ่มนี้จะเน้นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีมาแต่โบราณกาลที่ทำให้ชุมชนชาวบ้านมีความเป็นปึกแผ่นสูง สามารถร่วมมือกันในการผลิต มีการแลกเปลี่ยนแรงงานและผลผลิตระหว่างกัน และการช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ อย่างรอบด้านด้วยน้ำใจไมตรีที่คนในชุมชนมีต่อกัน โดยหวังว่าการจัดการทรัพยากรของชุมชนชาวบ้านจะทำให้สามารถฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและความเข้มแข็งของทรัพยากรทางวัฒนธรรมจนทำให้ชาวชนบทสามารถ “พึ่งตัวเอง” ได้อย่างยั่งยืนสืบไปในอนาคต

ภาพจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระยาอนุมานราธนในทศวรรษ 2490 จึงมีความต่อเนื่องมาสู่ภาพชนบทที่ล้าหลังที่ต้องการการพัฒนาแต่ก็ยังต้องรักษาความ “ดีงาม” ของความสัมพันธ์ทางสังคมเอาไว้ในช่วงต้นของการพัฒนาและช่วงของการพัฒนด้วยการเน้น “วัฒนธรรมชุมชน”

กลุ่มปัญญาชนสังคม (Intelligentsia กลุ่มทางสังคมของผู้มีการศึกษา) ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารจากวิทยุมาสู่โทรทัศน์ ก็ได้ผลิตซ้ำ “ความเป็นชนบท” ต่อเนื่องมา การทำงานพัฒนาชนบทภายใต้กระแส “วัฒนธรรมชุมชน” ได้ขยายออกไปยังสื่อโทรทัศน์อย่างเข้มข้น ที่น่าสนใจ ได้แก่ นิรมล เมธีสุวกุล

การสร้าง “ความเป็นไทยในความเป็นชนบท” ก็ได้เกิดการสร้างโครงเรื่องประวัติศาสตร์ของชนบทหรืออดีตของสังคมชาวนาไปในทิศทางเดียวกัน คือ อดีตที่งดงาม แต่ต่อมาถูกทุนนิยมและอิทธิพลตะวันตกเข้ามาทำลาย และในวันนี้ เรา : คนไทยต้องช่วยกันรณรงค์รักษาความเป็นไทยในชนบทไว้ให้ได้

การสร้างภาพจินตนาการ “ความเป็นชนบท” ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความรู้เกี่ยวกับชนบท หากแต่เป็น “โครงการทางการเมือง”(Political Project) ที่ชนชั้นนำต้องการให้ชนบทเป็นเช่นที่วาดหวังไว้ ด้วยการผลักดันของปัญญาชนชนชั้นนำได้สร้างความเป็น “ชาตินิยมทางวัฒนธรรม”(Cultural nationalism) ขึ้นมาซึ่งส่งผลทั้งทางด้านที่ทำให้ชาวชนบทจำนวนไม่น้อยรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้นในการที่พลังของสังคมท้องถิ่นของตนได้ถูกยอมรับให้กลายมาเป็นหลักหนึ่งของการดำรงอยู่ของรัฐไทย แต่ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง ก็ตอกย้ำให้ต้องยอมรับอำนาจที่เหนือกว่าตามวิธีคิดและรู้สึกแบบ “รู้ที่ต่ำที่สูง” ของสังคมไทย

วันนี้ “ชนบท” เปลี่ยนแปลงไปอย่างไพศาลและลึกซึ้งเกินกว่ากรอบของ “ความเป็นชนบท” แบบเดิมจะสามารถอธิบายได้อีกแล้ว แต่น่าเสียดายที่สังคมไทยไม่มีปัญญาชนกระแสหลักที่หลักแหลมมีปัญญาเพียงพอในการปรับเปลี่ยนกรอบภาพจินตนาการเพื่อประคับประคอง “โครงการทางการเมือง” ชุดสำคัญนี้ต่อไปได้

วันนี้ อยากจะชักชวนท่านผู้อ่านทุกท่านลองพินิจพิจารณาความเปลี่ยนแปลงของชนบทด้วยสายตาใหม่ และอยากจะให้ช่วยกันร่วมสร้างความหมายให้แก่ “ชนบทใหม่” เพื่อที่จะให้เป็นจุดเริ่มต้น ( point of departure ) ในการร่วมสร้างและผลักดันให้สังคมไทยก้าวพ้นความขัดแย้งทั้งหลายครับ