วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรองดองต้องใช้เวลา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

(คสช.) เตรียมจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง โดยจะมีกรรมการย่อย 4 คณะคือ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการปรองดอง และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อ ผู้มาเป็นกรรมการแต่ละชุดและจะเริ่มเดินหน้าทำงานปฏิรูปได้

หากพิจารณารายชื่อของคณะกรรมการแต่ละชุดก็จะพบว่าไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากนัก เพราะก่อนหน้านี้คสช.และรัฐบาลก็เคยมีคณะกรรมการชุดต่างๆ ดำเนินภารกิจเหล่านี้มาแล้ว เพียงแต่ในครั้งนี้จะมีการรวมอยู่ภายใต้คณะกรรมการชุดใหญ่ และยังคงเดินหน้าเป้าหมายเดิมนั่นคือการปฏิรูปประเทศ แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือประเด็นเรื่องความปรองดอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความปรองดองของคนในชาติเป็นเรื่องใหญ่และอาจเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับนโยบายการปฏิรูปประเทศทั้งหมด

เมื่อกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ต่างเห็นว่าเป็นความขัดแย้งที่ยากมากในการหาทางออก เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และโดยธรรมชาติของความสูญเสียลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดบาดแผลในสังคมค่อนข้างยาวนาน ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในอดีตที่เกิดความสูญเสียเกิดขึ้น ยังสร้างบาดแผลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงปัจจุบัน

แต่ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทยคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น โดยเฉพาะการเมืองบนท้องถนนจากกลุ่มการเมืองต่างๆ กลับหายไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งด้านหนึ่งอาจหวั่นเกรงอำนาจของคสช. แต่อีกด้านหนึ่งอาจชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งยังดำรงอยู่ เพียงแต่มีการต่อต้านและขัดขืนอำนาจคสช.ในบางรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งหากติดตามความเคลื่อนไหวของผู้คนกลุ่มต่างๆ ก็จะพบว่ามีความเคลื่อนไหวในลักษณะเดิม และมีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ในอนาคต

ดังนั้น ประเด็นที่ท้าทายของคณะกรรมการชุดใหญ่ คือ ประเด็นเรื่องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะหากเปรียบเทียบกับการปฏิรูปด้านอื่นๆ แล้วเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ยากกว่า เนื่องจากเป็นเรื่องของความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แนวทางการปฏิรูปด้านอื่นนั้นหากพิจารณาอย่าถ่องแท้แล้วก็จะพบว่าเป็นโครงการหรือนโยบายที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่คสช.และรัฐบาลดำเนินการอย่างเป็นระบบและรวดเร็วกว่ารัฐบาลก่อนๆ นี้

ปัญหาของความปรองดองถือว่ามีความซับซ้อน และเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก ดังจะเห็นได้จากเคยมีการศึกษาถึงปัญหา และแนวทางการแก้ไขมากมายมาก่อนหน้านี้ แต่มักจะประสบชะตาเดียวกันคือไม่มีผลในทางปฏิบัติ ซึ่งก็หมายความรู้เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำและวิธีการสร้างความปรองดองนั้น มีการนำเสนอกันมามากพอสมควร และหากมองในมุมนี้ปัญหาเห็นจะมีอยู่ตรงจุดเดียว คือจะนำไปปฏิบัติกันอย่างไรจึงจะเกิดการปรองดองอย่างแท้จริง

เราเห็นว่าการสร้างความปรองดองนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และเป็นเรื่องยากมากจะทำให้ทุกคนเห็นไปในทางเดียวกัน แต่ปัญหาใหญ่คือทำอย่างไรจึงจะทำให้คนยอมรับกติการ่วมกันได้ และให้มีความขัดแย้งโดยมีกฎกติกาที่ยึดถือร่วมกัน ที่สำคัญภายใต้เงื่อนไขการเมืองปัจจุบัน เรายังสงสัยว่าจะมีมาตรการอะไรทำให้ทุกคนพอรับได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็สนับสนุนมาตรการทุกด้านที่นำไปสู่การลดความขัดแย้งในสังคม แต่ขอให้มีความต่อเนื่อง แม้จะใช้เวลายาวนานเท่าใดก็ตาม