วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัจจัยเสี่ยงที่ยังควบคุมได้

ในที่สุดกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือโอเปค

 ก็ตกลงกันได้ในอันที่จะลดกำลังการผลิตลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หรือตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา อีกทั้งยังมีประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปค อย่างรัสเซีย มาร่วมมือกัน ด้วยการลดกำลังผลิตพร้อมๆ กับกลุ่มโอเปคเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยในส่วนของโอเปคนั้น ซาอุดีอาระเบียจะลดกำลังผลิตลงมากที่สุด ที่วันละเกือบ 500,000 บาร์เรล ส่วนสมาชิกอื่นก็ลดการผลิตในระดับลดหลั่นกันลงไป ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วโอเปคจะลดกำลังการผลิตลงวันละ 1.2 ล้านบาร์เรล เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นการเห็นพ้องกันครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งยังเป็นการลดกำลังผลิต ที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหมายกันเอาไว้ ว่าปริมาณการปรับลดจะอยู่ที่ 700,000 บาร์เรลถึง 1.2 ล้านบาร์เรล ประกอบกับการที่ผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปค แสดงเจตนารมณ์ว่าจะช่วยลดกำลังผลิตลงอีกวันละ 600,000 บาร์เรล ก็จะช่วยให้ปริมาณน้ำมันที่ล้นเกินอยู่ในตลาดโลก ถูกดูดซับออกไปได้บ้าง สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดสิงคโปร์ ทะยานขึ้นถึง 13% ไปแตะระดับ 52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากก่อนหน้านี่ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์

การที่กลุ่มโอเปคบรรลุความเห็นชอบกันได้ ถือเป็นการเรียกคืนความเชื่อถือกลับคืนมาสู่กลุ่ม จากก่อนหน้านี้ที่ปล่อยให้สมาชิกผลิตกันไปได้ตามปกติ ทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลง จนดำดิ่งสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีเมื่อช่วงต้นปีนี้ สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อจากนี้คือประเทศต่างๆ จะลดกำลังผลิตลงตามที่ประกาศและเห็นชอบกันไว้หรือไม่ ทั้งในกลุ่มสมาชิกโอเปคเอง และผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปค เพราะในอดีต โอเปคเคยมีประวัติของการไม่ผลิตน้ำมันตามโควตามาแล้ว

แม้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นถึง 13% แต่มีการคาดหมายว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยในอนาคตอันใกล้ ยังไม่น่าจะพุ่งขึ้นมากนัก โดยมีการคาดหมายว่าระดับราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 55 ดอลลาร์ หรือหากสูงขึ้นก็คงไม่น่าจะเกิน 60 ดอลลาร์ ซึ่งน้ำมันในระดับราคาประมาณนี้ นับว่าต่ำอยู่มากจากเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ที่ราคาอยู่สูงกว่าบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาไม่ปรับขึ้นมากนัก ก็น่าจะเอื้อต่อผู้บริโภคในหลายประเทศที่จะมีเงินเหลือเก็บจากราคาน้ำมันเมื่อเทียบกับหลายปีก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังราคาพลังงานที่สูงขึ้น อาจช่วยได้ในเรื่องเงินเฟ้อในประเทศที่เผชิญแนวโน้มที่จะเกิดเงินฝืด

ท้ายที่สุดแล้ว หากราคาน้ำมันไม่ได้ทะยานขึ้นจนไปอยู่ในระดับสูงเหมือนไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจมากนัก อันน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค รวมถึงประเทศผู้ผลิตน้ำมันเองที่ก่อนหน้านี้ต่างพากันปรับตัวลดเงินอุดหนุนและสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจผลจากรายได้น้ำมันที่ลดลง ขณะที่ไทยเองก็ไม่ต้องการให้มีปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นเพิ่มเติมเข้ามาอีก จากปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกไม่ได้ขยายตัวในระดับสูงนัก ซึ่งเมื่อไม่มีตัวแปรอื่นในแง่ลบเพิ่มเติมเข้ามา แผนการลงทุนรวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐที่จะมีผู้นำใหม่ต้นปีหน้า หรือของประเทศไทยเองก็น่าจะเดินหน้าไปได้อย่างไม่มีอุปสรรคมากนัก และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้นได้