“หายใจยังผิดเลย”

“หายใจยังผิดเลย”

มนุษย์เราเวลาไม่ชอบหน้าหรือเกิดมี “ศรศิลป์ไม่ตรงกัน ดังคำพังเพย” ทำอะไรจะดี จะเก่งกาจสามารถอย่างไร

ก็ยากจะทำให้ฝ่ายที่จงเกลียดจงชังหันมารักมาชอบพิศวาสอย่างดูดดื่มขึ้นมาได้ ไม่แตกต่างจากการบริหารจัดการบ้านเมืองรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่เขาตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ อธิบายกันเสียงแหบแห้ง หรือจะยกเหตุผลร้อยแปดพันประการก็ไม่ยอมรับฟังหรือจะมีใจโน้มเอียงมาได้เลย

ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีได้ใช้ภาวะผู้นำและการมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลในการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ให้อำนาจไว้ ในการประกาศให้การสนับสนุนการศึกษาอย่างมีคุณภาพและไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นเวลา 15 ปี เป็นการลดกระแสการต่อต้านแนวคิดริเริ่มที่ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

ในทำนองเดียวกับการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญ ทำให้รัฐบาลได้ออกมาตรการรองรับการเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุและลดการเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยการยกเลิกบำเหน็จบำนาญผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินกว่า 9 พันบาทต่อเดือน เพราะมิฉะนั้นแล้วเศรษฐีหมื่นล้านแสนล้านถ้าอายุถึงหกสิบปีก็จะได้รับสิทธิเหมือนคนทั่วไป เมื่อเทียบกับคนที่ต้องใช้ต้องได้คงตอบได้ว่าแบบเดิมนั้นไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง อีกเรื่องคือเรื่องการสาธารณสุขที่มีเสียงของผู้ไม่สบอารมณ์กับรัฐธรรมนูญพูดไปแบบไม่ยั้งคิดว่า รัฐธรรมนูญไปยุบเลิกเรื่องกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ลามไปถึงประกันสังคม ได้ยินแล้วก็ทราบในทันทีว่าคนพูดคนวิจารณ์ไม่อ่านรัฐธรรมนูญ เพราะในความจริงแล้ว เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเน้นย้ำหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูร่างกาย การให้การรักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐานเน้นป้องกันมากกว่าบำบัดรักษา รวมทั้งเรื่องใหม่ที่แม้แต่บุคลากรในวงการสาธารณสุขยังชื่นชม คือการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

จึงยืนยันได้ว่าไม่มีการไปลดทอนสิทธิประโยชน์ใดๆ ที่ประชาชนเคยมีเคยได้ รัฐธรรมนูญฉบับประชามตินี้บางทีมีคนกล่าวว่าเป็นการให้ “ให้ความคุ้มครองทั้งชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดากระทั่งแก่เฒ่าชราภาพ

ในเรื่องบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ยังมีเสียงร่ำลือว่าจะมีการยุบเลิก ควบรวม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนานใหญ่ ต้องเรียนความจริงว่า เรามุ่งให้การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นของประชาชนโดยแท้จริง ไม่ว่าการบริหารจัดการจะเป็นในรูปแบบใดกำหนดให้ต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคนในท้องถิ่น มีความอิสระในการให้การบริการต่างๆ ทำอะไรก็ต้องนำเสนอหรือรายงานให้ประชาชนได้รับทราบ ขณะเดียวกันบุคลากรที่ทำงานให้กับองค์กรฯก็ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองด้วยระบบคุณธรรมมีเกียรติมีศักดิ์ศรี

ต่อข้อซักถามที่ว่า เหตุใดฝ่ายตรงข้ามถึงต้องการสกัดกั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมได้วิเคราะห์ด้วยความรู้และประสบการณ์ไปว่า “เมื่อคนเรามีความหวาดกลัวสิ่งใด ย่อมต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการขจัดความกลัวนั้น” รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน อาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายเรื่องน่าจะมีผลกระทบต่อบุคคล กลุ่มบุคคลและผลประโยชน์บางประการ ผมไม่กล่าวหาว่าใครบ้าง แต่เชื่อว่าบางคนก็อาจถูกชักจูงใจ หรือขาดความรู้รอบ เชื่อตามกันมา

ผมเสริมในสิ่งที่ผู้สื่อข่าวได้ถามมาต่อไปว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เคยปิดกั้นหรือเอาเปรียบฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะเรามุ่งเน้นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด คือสิ่งที่เรารู้จักกันดีในนามของ 'ผลประโยชน์แห่งชาติ' ที่หลายคนอาจพร่ำบ่นกันว่าคนบางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ชอบพูดหรือให้เหตุผลว่า เวลาด่าว่าเขาอย่าไปว่าเป็นเพราะคนเชื้อชาติเผ่าพันธุ์เขา แต่ให้ก่นด่าประณามคนที่อยู่ในอาคารสำนักงานบริหารรัฐหรือคนที่อยู่ในเมืองหลวงของเขาซึ่งสื่อให้เห็นว่าเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ

นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาก้าวหน้าถึงขั้นแบ่งแยกได้ชัดเจนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ของชาติ แม้เขาจะพูดให้ไปตำหนิติเตียนฝ่ายบริหาร แต่ลึกๆ แล้วจับความได้ว่า ถ้าฝ่ายบริหารทำเพื่อประโยชน์ของชาติแล้ว เขาเข้าใจเขารับได้ ยืนยันได้ว่า “หลายรัฐในโลกใบนี้ใช้แนวนโยบายเช่นนี้ ทั้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อระเบียบกฎเกณฑ์ที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ เพื่อให้ตนเองหรือประเทศของตนได้รับผลประโยชน์สูงสุด”

การหยิบยกตัวอย่างมานี้ไม่มีเจตนาให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่อยากให้รับรู้ว่าในการคบหากันจริงๆ เราพบกับคนเห็นแก่ตัวจำนวนมากอยู่รอบตัวเรา แม้แต่สิ่งที่เราทำเพื่อคนในประเทศของเราอย่างที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นนโยบายแห่งรัฐ เขายัง “เสี้ยม” ให้คนเอามาเป็นประเด็นทะเลาะเบาะแว้งกันได้

อย่างที่เรียกว่าหาเรื่องได้ไม่เว้นแม้แต่การ “หายใจ” ถ้าหายใจยังผิด ทำอะไรก็อย่าไปหวั่นไหว ถ้าเราคิดดี ทำดี เราต้องเชื่อตัวเรา ไปตัดสินอนาคตของประเทศด้วยตัวเราเอง