สุดยอดของ “นวัตกรรม” ภาษากฎหมาย
การเมืองและตรรกะ ที่นำเสนอต่อสาธารณะเห็นจะไม่มีใครเกินคนไทย
ใครจะ “ซื้อ” คำชี้แจงอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความพยายามที่จะสร้าง “สถาปัตยกรรมภาษาการเมือง” ของไทยเราน่าทึ่งจริง ๆ
ผมไม่ทราบว่าใครเป็นคนบรรจงเรียงร้อยถ้อยคำของประเด็นที่ 16 ของความเห็นจากคณะรัฐมนตรี ต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ส่งไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่อ่านแล้วก็ต้อง “อึ้ง ทึ่ง เสียว” ไปยกใหญ่
ผมยกให้อ่านทุกคำอีกรอบหนึ่ง ขอให้สังเกตคำว่า “หัวเลี้ยวหัวต่อ” กับ “ความเป็นความตายของประเทศ” ต่อด้วย “การบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงคือช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก...” ตามมาด้วย “ซึ่งอาจไม่ยาวนาน..”
ไม่แต่เท่านั้นต้องสังเคราะห์วลีที่ว่า “...โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์...”
ที่ต้องเอาแว่นขยายส่องโดยพลันคือประโยคต่อมาที่ว่า “....แต่อยู่บนพื้นฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน...”
ขีดเส้นใต้คำว่า “เลือกตั้ง ส.ส. ในระดับหนึ่ง” และคำว่า “อย่างมีดุลยภาพ” ด้วย
“ระดับหนึ่ง” แค่ไหนไม่รู้ และระดับไหนจึงมี “ดุลยภาพ” ก็ไม่บอก...แต่ที่รู้แน่ ๆ คือเขียนเปิดกว้างไว้ สามารถตีความไปได้ทุกรูปแบบ
เท่านั้นยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ เพราะวลีต่อไปต้องสรุปให้สวยด้วย...” ...และช่วงที่จะใช้รัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่าง ๆ ลงให้มาก...ดังนี้ น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติได้”
หากอ่านบางวลีที่ผมยกมาให้พิจารณาแล้วยังงุนงง อย่าได้สงสัยว่าตัวเองมีปัญหาสอบวิชา “อ่านเอาเรื่อง” หรือไม่ เพราะใครอ่านจบก็ต้องวกกลับไปอ่านอีกหลายครั้งเช่นกัน
ดังนั้น....กรุณาอ่านใหม่...และทำความเข้าใจกับเหตุผล, ตรรกะ, เนื้อหาสาระและเป้าหมายที่แท้จริง ของแนวคิดจากคณะรัฐมนตรี ให้แจ่มกระจ่างในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ ที่จะต้องรับรู้ความเป็นไปของบ้านเมืองจากวันนี้ไปถึงวันนั้น
“คณะรัฐมนตรีมองว่าขณะนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เป็นความไม่ไว้วางใจและไม่แน่ใจในระบบตัวบุคคลที่เข้าสู่ระบบ อาจจะทำให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหลขัดแย้ง และไม่สงบเรียบร้อยเข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลว ดังเช่นก่อนพฤษภาคม 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกภายหลังการประกาศการจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาความมั่นคงเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และคุณธรรมของคนในชาติประเทศตกอยู่ในวังวนแห่งการสู้รบและปัญหาอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดิน การสร้างความสามัคคีปรองดองและการปฏิรูปประเทศสะดุดล้มเหลว ซึ่งถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและความเป็นความตายของประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าหากบัญญัติเนื้อหา และการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานโดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้รัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก
ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติได้”
นักข่าวถามรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ว่ากลไกที่จะบรรลุเป้าหมาย ของข้อเสนอคณะรัฐมนตรีที่ว่านี้จะเป็นอย่างไร
คำตอบที่ต้องถือว่าสามารถส่งเข้าประกวด “วลีแห่งปี 2559” คือ
“ยังคิดไม่ออก”
อย่าสรุปว่านี่คือ “จบข่าว!”
เพราะความจริงนี่เป็นเพียง “ข่าวพาดหัว...โปรดติดตามรายละเอียดต่อไป” เท่านั้น!









