วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยื่นหมูยื่นแมว: ซูจีเป็นประธานาธิบดี มินอ่องหลายต่ออายุ 5 ปี

ข่าวจากพม่าช่วงนี้มีหลายประเด็น ที่ต้องพิเคราะห์กัน

ให้รอบด้านเพื่อกำหนดทิศทางการเมือง ที่กำลังอยู่ระหว่างช่วงการต่อรองกันอย่างเข้มข้น

1. ประธานาธิบดีเต็งเส่งไม่ไปร่วมการประชุมสุดยอดสหรัฐกับอาเซียน ที่แคลิฟอร์เนียโดยไม่มีเหตุผลทางการ

2. หนังสือพิมพ์พม่าฉบับหนึ่งอ้างแหล่งข่าวภายใน ว่าผู้บัญชาการทหารบก นายพลมินอ่องหลายจะได้ต่ออายุอีก 5 ปี

3. ข่าวหลายกระแสลือว่าผู้นำกองทัพตกลงกับอองซานซูจี ที่จะระงับการใช้บางมาตราของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เธอเป็นประธานาธิบดีได้

4. อองซานซูจีเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยส่วนตัว หลังจากมีคำขู่จะเอาชีวิตเธอ

5. เลื่อนการเสนอชื่อประธานาธิบดีและรองไปเป็นวันที่ 17 มีนาคม

อยู่ดี ๆ ก็มีข่าวว่าผู้บัญชาการทหารบก นายพลมินอ่องหลาย (Min Aung Hlaing) จะได้ต่ออายุราชการอีก 5 ปีขณะที่การเจรจาระหว่างอองซานซูจีในฐานะผู้นำพรรค NLD ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย

ข่าวเรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ ว่าการเจรจาที่ยืดเยื้อกว่ากำหนดการเดิมนั้น เป็นเพราะตกลงกันได้หรือไม่ได้กันแน่

กระแสหนึ่งบอกว่าที่มีการเลื่อนการนำเสนอ ชื่อประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีไปเป็นวันที่ 17 มีนาคมนั้น เป็นเพราะทำท่าว่าจะตกลงกันได้ ระหว่างซูจีกับผู้นำกองทัพว่าจะระงับการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อให้เธอสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้โดยที่เธอไม่ต้องส่ง “นอมินี” มานั่งเก้าอี้ตัวนี้

แต่อีกกระแสหนึ่งบอกว่าที่การพูดจาต้องลากยาวออกไป เป็นสัญญาณว่าการต่อรองไม่คืบหน้าเท่าที่ควร หรือไม่ก็อาจจะเกิดความตึงเครียดในกระบวนการยื่นหมูยื่นแมวระหว่างซูจีกับผู้นำกองทัพ

แต่หากข่าวการต่ออายุ 5 ปีของนายพลมินอ่องหลายซึ่งจะมีอายุครบ 60 ในไม่ช้า ได้รับการยืนยันก็อาจจะหมายความว่าการต่อรองเงื่อนไข ระหว่างสองฝ่ายได้มาถึงจุดที่ตกลงกันได้ระดับหนึ่งแล้ว

ในขณะเดียวกันทางการต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยส่วนตัว ให้อองซานซูจีหลังจากชายคนหนึ่งใช้ชื่อ Ye Lwin Myint เขียนในเฟซบุ๊ค ว่าเขาจะยิงใครก็ตามที่พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของคนเป็นประธานาธิบดี

แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุชื่ออองซานซูจี แต่ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเธอได้ประกาศความตั้งใจ ที่จะเป็นผู้นำของประเทศและได้ผลักดันให้แก้ไขมาตรา 59(f) ที่ห้ามใครที่มีสามีหรือภรรยาหรือลูกเป็นต่างด้าว

นักวิเคราะห์ที่มองว่าบรรยากาศการเจรจาเริ่มตึงเครียด เริ่มกระจายตัวออกมาให้เห็นเมื่อ Ye Htut รัฐมนตรีข่าวสารและโฆษกของประธานาธิบดี ออกมาบอกว่าอองซานซูจีควรจะให้ความเคารพกองทัพเพราะยังไง ๆ ก็เป็นพรรคการเมืองใหญ่อันดับสอง

“ผมคิดว่าอองซานซูจีไม่ควรจะย้ำเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ควรจะหันไปมุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจดีกว่า” กระบอกเสียงฝั่งทหารบอก

แต่ไม่มีใครยืนยันนั่นเป็นความเห็นส่วนตัวหรือเป็นการสะท้อนท่าทีของฝ่ายทหาร

น่าสังเกตว่าเมื่อนายพลฉ่วยมาน อดีตประธานสภาฯ ซึ่งขณะนี้เป็นพันธมิตรกับซูจีได้รับแต่งตั้งโดย พรรค NLD เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบด้านกฎหมายพิเศษ ซึ่งค่อนข้างมีอิทธิพลก็ทำให้เกิดความระแวงขึ้นในหมู่ทหาร เพราะฉ่วยมานในฐานะที่เคยมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าพรรค USDP ของกองทัพย่อมจะรู้เส้นสนกลในของรัฐบาลทหารที่กำลังจะหมดอำนาจ

ข่าวบอกด้วยว่ากองทัพพม่าต้องการตำแหน่งควบคุมรัฐอาราข่าน ฉานและขะฉิ่นซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศของอองซานซูจี ซึ่งได้ประกาศว่าการทำข้อตกลงหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธเป็นวาระต้น ๆ ของรัฐบาลใหม่

กองทัพและอองซานซูจีปิดปากเงียบมาหลายสัปดาห์หลังการต่อรองเริ่มขึ้น ข่าวที่ได้มาจึงเป็นการไปขุดคุ้ยเจาะลึกผ่านแหล่งข่าววงในบางคนเท่านั้น

ผลสรุปของการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ระหว่างอองซานซูจีกับแม่ทัพนายกอง จึงเป็นประเด็นแห่งการซุบซิบและวิเคราะห์กันอย่างถึงพริกถึงขิงทั่วพม่าวันนี้

ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะออกมาในรูปใด แต่ผมเชื่อว่าทุกข่าวที่อ้างมาข้างต้นล้วนมีเค้าลางของความเป็นจริงในระดับหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องหาทางสร้างระบบการบริหารประเทศ ที่ออกมาในสูตรของการ “ปรองดอง แลกเปลี่ยนและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน” นั่นเอง