ในครั้งที่แล้ว ได้พูดถึงผลงานวิจัยด้านการเกษตรของมหาวิทยาลัยไทย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัย
วิจัยแห่งชาติ (National Research Universities: NRU) ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศจำนวนมหาศาล ในคราวนี้จะได้มาพูดถึงผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพกันบ้าง
หนึ่งในปัจจัยความมั่นคงในชีวิตคงหนีไม่พ้น คุณภาพชีวิตจากการมีสุขภาพแข็งแรง และประชาชนมีระบบการป้องกันและรักษาโรคที่เข้มแข็ง ในยุคที่การเดินทางเป็นเรื่องง่าย โรคภัยไข้เจ็บก็เข้ามาง่ายด้วย เราคงจำได้ว่าในปี 2547 เกิดไข้หวัดนกระบาดเข้าประเทศไทย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชั้นนำของไทย ต้องเผชิญปัญหาเร่งด่วนที่ต้องถอดรหัสพันธุกรรมของเจ้าไวรัสที่รู้จักในชื่อ H5N1 ให้รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ต่างจากไข้หวัดอื่นๆ อย่างไร เพื่อจะได้จัดการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพื่อควบคุมการระบาด และให้การรักษาพยาบาลได้ถูกต้อง ซึ่งท่าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย ที่สามารถตรวจสอบได้รวดเร็วและแม่นยำ ได้ อานิสงส์จากการสร้างชุดตรวจวินิจฉัยไข้หวัดนกนี้ ทำให้สามารถสร้างชุดตรวจวินิจฉัยสำหรับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลทั้งสองสายพันธุ์ คือ ไข้หวัดใหญ่ A (H1N1 กับ H3N2) และไข้หวัดใหญ่ B (สายพันธุ์ Yamakata กับ Victoria) ซึ่งสองสายพันธุ์หลังนี้จะระบาดสลับกันไป รวมทั้งการกลายพันธุ์ของไวรัสประเภทต่างๆ เราจึงต้องพัฒนาการตรวจวินิจฉัยให้ทราบการเปลี่ยนแปลง เพื่อวางมาตรการการป้องกันโรคได้ให้ทันท่วงที และเหมาะสมกับสถานการณ์
ในปี 2552 เกิดการระบาดของไข้หวัดเม็กซิโก (H1N1 2009) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไข้หวัดหมู (Swine Flu) ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์ของ ศ.ดร.ยง ภู่วรวรรณ ได้พัฒนาชุดตรวจสอบให้ก้าวหน้าไปอีก เรียกได้ว่า วิกฤติสร้างโอกาส คราวนี้พัฒนาชุดตรวจแบบ Multiplex คือ การตรวจครั้งเดียว (Single Step) สามารถจับไวรัสไข้หวัดทุกตัวพร้อมกันทั้งไข้หวัดนก (H5N1) และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลทั้ง 3 ชนิด และยังสามารถผลิตชุดตรวจสำหรับโรคอุบัติใหม่ เช่น โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ได้อีกด้วย
ในปัจจุบันนี้ ชุดตรวจที่กล่าวมาแล้วมีใช้ภายใน รพ.จุฬาลงกรณ์ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ ในประเทศไทยนั้น อาศัยการซื้อชุดตรวจจากต่างประเทศ ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 1,000-1,500 บาท สูงกว่าต้นทุนของการผลิตชุดตรวจที่ผลิตได้เองในประเทศที่ 300-500 บาท ถึง 3 เท่า ซึ่งต้นทุนการผลิตในแล็บจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับจำนวนที่ต้องการผลิตในประเทศ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นทำให้สามารถเฝ้าระวังและวางแผนการป้องกันให้ถูกกับโรค สร้างความมั่นคงด้านคุณภาพชีวิตให้คนไทย
องค์ความรู้นี้มิได้เกิดขึ้นจากแหล่งทุน NRU แหล่งเดียว ปีเดียว แต่เกิดจากการสะสมความรู้ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยต่างๆ ทำให้สามารถดำเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่อง และสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนต่อไป
สำหรับงานวิจัยและพัฒนาของชุดตรวจสอบไวรัสนี้ ทางทีมนักเศรษฐศาสตร์คือ ดร.ชลัยพร อมรวัฒนา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิเคราะห์ต้นทุนผลได้ของประเทศ เพื่อดูความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ พบว่าได้ Economic Cost Ratio ถึง 19.44 บาท คือรัฐลงทุนด้านงบประมาณ 1 บาท ได้คืนมาถึง 19.44 บาท
แต่ผลตอบแทนนี้ ไม่ได้หมายถึงกำไรของบริษัท แต่เป็นผลรวมของความคุ้มค่าที่สังคมได้ ซึ่งรวมไปถึงการลดความเสี่ยงของชีวิตคนไทย วัดจากมูลค่ารายได้ตลอดชีวิตของคน ที่รอดพ้นจากการตาย หรือสูญเสียรายได้จากความเจ็บป่วย
หากภาคเอกชนจะนำไปใช้ ยังต้องมีการปรับให้มี QC ทำชุดตรวจสอบที่ใช้ภายใน Lab นี้ให้พร้อมใช้ (Ready to Use) สำหรับ Lab หรือ users อื่นๆ ต้องมีการทำบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้เหมาะสม ต้องทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ทั้งนี้ บริษัทเอกชนต้องคำนวณว่า ขนาดตลาดในประเทศประมาณ 4-5 ล้านบาทต่อปี ต่อไวรัส 1 ประเภท จะคุ้มค่าต่อการนำเข้าหรือไม่
เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยคงจะพัฒนา โดยอาศัยแรงงานราคาถูกต่อไปไม่ได้แล้ว รัฐบาลควรเริ่มหันมาสนใจอุตสาหกรรมอาศัยงานวิจัย (research-based) สำหรับในประเทศไทย งานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมีผลงานวิจัยที่โดดเด่น มีการนำมาใช้ได้แล้ว แต่ขาดการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ดังนั้น รัฐควรหันมาสนใจด้านนี้ให้มากขึ้น แต่รูปแบบการส่งเสริมจะแตกต่างไปในแต่ละเทคโนโลยี สำหรับการผลิตเครื่องตรวจวินิจฉัยที่กล่าวมาแล้ว น่าจะทำเป็นโครงการนำร่องกับ SMEs ไปได้ โดยในขั้นต้นให้มีการทำ sub contract กับมหาวิทยาลัยวิจัยให้ทำในแล็บที่จำนวนน้อยไปก่อน แล้วจึงพัฒนาเป็นการผลิตเชิงอุตสาหกรรมให้มากขึ้นภายหลัง
ทั้งนี้ ก็ต้องมีการแชร์รายได้ระหว่างบริษัท มหาวิทยาลัย และนักวิจัยอย่างเหมาะสม ซึ่งรัฐบาลอาจจะสนับสนุน SMEs โดยมี Venture Capital ให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ซึ่งมาจากผลิตภัณฑ์ R&D ของไทย การลงทุนด้าน R&D จากผลงานของมหาวิทยาลัยของรัฐของรัฐจึงจะสามารถขยายผลและคุ้มค่าในระยะยาว
ดาวน์โหลดข้อมูลของความคุ้มค่าได้ที่ www.ppsi.or.th









