หากว่าจีนไม่มีสินค้าชั้นเลิศอย่าง ไหม เครื่องลายคราม ดินประสิว กระดาษ ฯลฯ ที่ทำให้คนอยากมีอยากได้
จนต้องดั้นด้นเดินทางไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนสินค้ากันละก็ น่าคิดอยู่เหมือนกันว่า จะยังมีการเดินทางติดต่อแลกเปลี่ยนสัมพันธ์กัน ระหว่างคนกับคนในแถบนี้อย่างลึกซึ้งและยืนนาน จนเป็น “เส้นทางสายไหม” (Silk Road) ได้หรือไม่เพียงไร
ทางสายไหม ในอดีตเป็นแถบเส้นทางบนบกที่ต้องเดินทีละก้าว ในภูมิประเทศขุนเขา ที่ราบสูงและทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทุกฝีก้าวเท้าจะจมลงในทราย ต้องยกออกก้าวแล้วก้าวเล่า เหนื่อยยากกว่าเดินบนพื้นดินหลายเท่า หรือไม่ก็นั่งหลังอูฐที่แข็งและกระโดกกระเดกไปตลอดทาง ภูมิอากาศก็โหดร้าย กลางคืนอาจแสนหนาว และแสนร้อนตอนกลางวัน
นอกจากอันตราย เช่น พายุทราย ดินหินทรายถล่ม ขาดน้ำ แถบเส้นทางสายไหมในอดีต มีการปล้น ชิงไหวชิงพริบสู้รบแย่งสินค้ากำไรในหมู่พ่อค้า นักแสวงโชคด้วยกันเองอย่างถึงพริกถึงขิง มีการใช้อาวุธระหว่างชนกลุ่มต่างๆ เพื่อครองอำนาจคุมเส้นทางการค้าสายนี้
ฉะนั้น นอกจากความมหัศจรรย์ทางการค้า ประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหมในจีน ส่วนหนึ่งจึงเต็มไปด้วยการต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อชีวิตของผู้คนหลายชนหลายกลุ่ม กว่ากลุ่มชาวฮั่นจะสถาปนาอำนาจทางการเมืองการปกครอง ควบคุมได้เด็ดขาดสมัยราชวงศ์ฮั่น และอีกครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถังเป็นต้นมา ราวศตวรรษที่ 7
จากเกาะไหหลำในทะเลจีนใต้ ผู้เขียนขึ้นเหนือไปสุดที่มณฑลกานซู เมืองหลวงคือนครหลานโจว (Lanzhou)
ไปชมเสี้ยวหนึ่งของแถบเส้นทางการค้าสายไหมในอดีต ที่เชื่อมยุโรปเข้ากับเอเชียมาเป็นพันๆ ปี โดยฝีเท้าฝีมือของเหล่าพ่อค้านักแสวงโชค ได้แก่ ชนกลุ่มต่างๆ ในจีน เช่น ชาวจองหนู ชาวถู่ ตงเซียง ทิเบต ยีกู ฮั่น มองโกลคาซัค และชาวอาหรับ รวมทั้งชาวยุโรปแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะอิตาลี ที่รอนแรมยาวไกลเพื่อการค้า
จีนมีพื้นที่กว้างระดับต้นๆ ของโลก ใต้สุดของจีน ไปถึงเหนือสุดที่มณฑลซินเจียง ซึ่งมีพรมแดนทางตะวันตกติดหลายประเทศ เช่น รัสเซีย คาซัคสถาน ปากีสถาน โดยทางตะวันออกอยู่ติดมณฑลกานซู มีระยะทางยาวถึง 5,500 กิโลเมตร ถ้าทางใต้สุดนับจากเกาะหนานซา (ที่มีปัญหากับเวียดนาม) ซึ่งตั้งอยู่ใต้ลงไปอีกกว่าเกาะไหหลำในทะเลจีนใต้ ใกล้เส้นรุ้ง 4 องศาเหนือ นับว่ายาวกว่าพื้นที่ของจีน จากตะวันออกสุดถึงตะวันตกสุดซึ่งยาว 5,200 กิโลเมตร
ที่มณทลกานซู ทั้งอาหารการกิน การแต่งกาย สถาปัตยกรรม ศาสนา จะเห็นว่าหลากหลาย ทั้งสายจีน ทิเบต มองโกล สายมุสลิม โดยเฉพาะเปอร์เซียผสมผสาน และอยู่คู่ขนานกันอย่างเข้มข้น ไหนจะสายอินเดียอีกโดยผ่านทางศาสนาพุทธ มีโอเอซิสเมืองตุนหวง ลือชื่อในเรื่องวัดถ้ำศิลปวัฒนธรรมพุทธเก่าแก่ที่สุดในโลก โดยสภาพยังคงดีอย่างน่าประหลาดใจ รายได้ต่อหัวของชาวตุนหวงอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ
มาร์โคโปโล พ่อค้านักสำรวจชาวเมืองเวนิส อิตาลี ผู้เดินทางมาเอเชียในช่วง ค.ศ.1271-1295 ผ่านมาถึงแถบนี้ ที่เมืองเจียอิ้วกวน เมืองป้อมปราการสุดทางกำแพงเมืองจีนทางตะวันตก ซึ่งกำลังเป็นเมืองอุตสาหกรรมเจริญขึ้นใหม่ของมณฑลกานซู มีรูปปั้นมาร์โคโปโลตั้งอยู่กลางวงเวียนบนถนนสายหนึ่ง สองฝั่งถนนเรียงรายด้วยตึกรามแบบตะวันตก เสาทรงกรีกโรมัน โดมขนาดต่างๆ มีร้านกาแฟหรูหรา ร้านเหล้าหลากชนิด
เพียงแต่ว่าด้านหลังของตึกสูงเหล่านี้ ยังเป็นถนนดินแข็ง และมีบ้านเรือนสร้างด้วยดินอัดหญ้าแห้งแบบโบราณ ตั้งอยู่เป็นแถวเป็นแนว ซึ่งอีกไม่นานก็อาจถูกรื้อถอนตามความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการค้าการอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นเร็วมากในจีน
ถึงวันนี้ เราไม่ต้องเดินทีละก้าวบนเส้นทางสายไหม ไม่ต้องนั่งอูฐจากตะวันตกไปตะวันออก ไม่ว่าจากไหนไปไหน จะขึ้นเหนือลงใต้ นอกจากสนามบินจีนมีถนนหนทาง และรถไฟความเร็วสูงรวมในประเทศระยะทาง 12,000 กม.ปัจจุบันนี้จึงเดินทางบนเส้นทางสายไหมทางบก ได้ทั้งทางอากาศ ทางบกโดยจะก้าวเดินบนทราย นั่งหลังอูฐ นั่งรถยนต์และนั่งรถไฟความเร็วสูงได้ทั้งนั้น ในสิบวันผู้เขียนเดินทางได้ไกลโขในมณฑลกานซู และข้ามไปถึงมณฑลซิงไห่
หากนั่งอูฐหรือเดินเก่งๆ ก็เดินได้วันละประมาณ 40 กม.เท่านั้น บนเส้นทางสายไหมทางบก ซึ่งทั้งหมดยาวเกือบ 6,000 กม.
ตามข้อเสนอ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road Initiatives) ของจีน ที่จะทำให้เกิด เส้นทางบกและทะเล เพื่อเชื่อมโยงการค้าในศตวรรษที่ 21 ระหว่างจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง ยุโรป แอฟริกาเหนือ นอกจากสินค้าที่เป็นสิ่งของและน้ำมัน การค้าที่จะเกิดขึ้นก็คงเป็นการท่องเที่ยวด้วย เพราะจะผ่าน 65 ประเทศ เทียบกับเส้นทางพรมแดนบนบกที่ผ่านประเทศข้างเคียง 14 ประเทศเท่านั้น
คราวนี้ บน “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ย่อมมีนักท่องเที่ยวทั้งหญิงชาย เด็ก สตรี และคนชราอีกจำนวนมหาศาล ไม่ใช่เพียงพ่อค้าและชายฉกรรจ์เท่านั้น ที่เดินทางเส้นทางสายไหมทางบก เพื่อการค้าเหมือนแต่ก่อน
ไหนจะประโยชน์และความหมายทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในแถบทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเวทีของหลายมหาอำนาจอีกเล่า
“หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ช่างสมเป็นฝันอันยิ่งใหญ่ของจีนในศตวรรษที่ 21 นี้เสียจริงๆ









