วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทักษิณ'คลื่นแทรกสัญญาณ'ปชต.'

เชื่อว่าประชาชนคนบริสุทธิ์ และต้องการเห็นการเมืองไทย หลุดพ้นจาก“หลุมดำ”

 ความขัดแย้งแตกแยก และซากปรักหักพังของการเมืองแบบ “ศรีธนญชัย” คือเอาชนะด้วยเหลี่ยมเล่ห์เพทุบายในทางการเมือง

ก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างกันนักที่ต้องการให้“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เดินหน้าตามโรดแม็พไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้ได้อย่างราบรื่น ตามเวลาที่กำหนด เพราะเป็นความหวังเดียวในขณะนี้ ที่จะเดินหน้าประเทศต่อไปเหมือนนานาอารยประเทศได้

และคงไม่ต้องการให้มี“คลื่นแทรก” สัญญาณที่จะนำไปสู่“ประชาธิปไตย” มาปลุกเร้าผู้คนอย่างที่เป็นอยู่

ยิ่งอยู่ในบรรยากาศที่หลายฝ่ายกำลังช่วยกันคิดค้น ช่วยกันหาทางออกจาก“หลุมดำ”ที่นักการเมือง“ศรีธนญชัย”ทำเอาไว้โอกาสที่จะถูกบิดเบือน สร้างความสับสน และปลุกระดมให้เกิดกระแสต่อต้าน เกิดความวุ่นวายและเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีกก็ไม่แน่เหมือนกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ กรณีทักษิณ ชินวัตร โพสต์ภาพและข้อความลงในอินสตาแกรมส่วนตัว ขานรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่นัดหมายสวมเสื้อแดง ในวันที่อาทิตย์ที่1พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ด้วยการไปหาซื้อเสื้อแดง เพื่อที่จะมาใส่ในวันดังกล่าว

ต่อมา พอถึงวันที่ 1 พ.ย. ก็โพสต์รูปสวมเสื้อสีแดงพร้อมข้อความผ่านอินสตาแกรมอีกว่า “วันนี้วันอาทิตย์ใส่เสื้อแดงเป็นกำลังใจแด่ผู้รักประชาธิปไตย และผู้แสวงหาความเป็นธรรมทุกคน แต่เสื้อแดงผมตอนนี้มีเหลืองตรงหัวใจ เพราะอยากเห็นความปรองดองในประเทศที่ผมรักและห่วงใย... ความจริงแล้วใครอยากชนะใจคนเสื้อแดงนี่ง่ายมากเลย ไม่ต้องใช้ปืนไม่ต้องใช้กฎหมายเลย เพียงใช้หัวใจที่เป็นธรรมอย่างมีเมตตาธรรมเท่านั้น ก็ชนะใจคนเสื้อแดงแล้วประหยัดงบประมาณและเวลามาก...”

นี่คือ“คลื่นแทรก”ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะยากที่จะจัดการได้ และเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดแจ้งกับกลุ่มผู้สนับสนุนและมวลชน ว่า ต้องการทำอะไร กับบรรยากาศที่กำลังสร้างสรรค์ไปสู่ประชาธิปไตยอยู่ในเวลานี้

ที่สำคัญ เชื่อว่า ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ส่วนจะถี่ขึ้นหรือไม่แค่ไหน อาจอยู่ที่สัญญาณที่ส่งออกไป มีคนจูนคลื่นรับฟังมากน้อยแค่ไหน และมีการเคลื่อนไหวตอบรับหรือไม่ นับจากนี้

ส่วน“เงื่อนไข”ที่ทำให้ “ทักษิณ” แกล้งตายต่อไปไม่ได้ ก็คือ คดีของ“น้องสาว” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอันเนื่องมาจาก “โครงการรับจำนำข้าว” ที่ตัวเองมีส่วนช่วยคิดและวางแผน“ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ”สโลแกนนี้เคยเป็นความภาคภูมิใจของพรรคเพื่อไทยมาก่อน

ที่สำคัญโครงการนี้ นอกจากทำให้“ยิ่งลักษณ์”ถูก“ถอดถอน” ออกจากตำแหน่งนายกฯแล้ว ยังอยู่ในขั้นถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และถูกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าชดเชยความเสียหาย ด้วยจำนวนเงินที่เชื่อกันว่ามากเท่ากับค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น

เพราะถ้าขืนยังคงแกล้งตาย นอกจากจะใจดำกับน้องสาวแล้ว ยังเท่ากับไม่รู้สึกผิดอะไรกับน้องสาว ที่ตัวเองก็มีส่วนในการดำเนินนโยบายผิดพลาด

แต่ถึงกระนั้น“คาถา”เดียวกันที่ท่องแล้วสาวกคลั่งไคล้ใหลหลง ก็คือ การทำเพื่อคนจนชาวไร่ชาวนา แม้ขาดทุนและเสียหายก็ยอม และยืนยันหัวชนฝามาจนถึงเวลานี้ว่า ตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร เป็นการถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เหล่านี้แทบจะเป็นสูตรสำเร็จในการกล่าวอ้างและเอาตัวรอด รวมทั้งการจะไม่รับผิดชอบต่อนโยบายที่สร้างความเสียหาย

มาถึงตรงนี้ หากคลื่นแทรกยังคงมีความต่อเนื่อง และสร้างความรำคาญใจให้กับพล.อ.ประยุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะได้ยินคำพูดยิ่งกว่าในทำนองดักคอเอาไว้ “ปิดประเทศก็ยอม” ก็อาจเกิดขึ้นอีก และยังไม่แน่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะขยายผลให้เกิดความเสียหายอะไรบ้าง และรุนแรงแค่ไหน เพื่อ “ดิสเครดิต”(ทำลายความน่าเชื่อถือ)

เหนืออื่นใด“ประชาธิปไตย”ที่ทุกคนอยากได้ ก็อาจต้องทอดเวลาออกไปอย่างไม่รู้ชะตากรรมก็เป็นได้ ถ้าหากยังมี“เงื่อนไข”ความวุ่นวาย ขัดแย้งแบ่งข้างไม่รู้จักจบสิ้น

สุดท้ายคนที่เสียหายมากที่สุด ก็คือ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และประโยชน์สุขโดยรวมนั่นเอง