วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

1 ปีของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน

ท่ามกลางบรรยากาศของการสร้างกระแสข้อมูลบิดเบือนด้านพลังงานและการผลักดันนโยบายพลังงานแบบประชานิยมชาตินิยมสุดโต่ง

ผู้มีความรู้ประสบการณ์จริงด้านพลังงานจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันเป็น “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” หรือ ERS โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557


ERS มีเป้าประสงค์ 2 ประการคือ การชี้แจงข้อเท็จจริงด้านพลังงานแก่สังคม และนำเสนอแนวทางการปฏิรูปพลังงานที่มีความยั่งยืน 6 แนวทาง โดยกลุ่มฯได้เดินสายพบองค์กรและกลุ่มต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมเผยแพร่แนวทางความคิดของ ERS ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งร่วมงานเสวนากับกลุ่มเรียกร้องอื่นๆ เช่นการสัมมนาที่จัดโดยหลวงปู่พุทธะอิสระ เป็นต้น


การที่ ERS มาจาก “เทคโนแครต” ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกิจการพลังงานอย่างแท้จริง จึงทำให้ได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งให้มีบทบาทต่างๆ หลังการรัฐประหารซึ่งแต่ละคนทำหน้าที่ด้านพลังงานในบริบทต่างๆ กันไป ทั้งนี้จุดยืนและแนวทางของสมาชิก ERS ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปรโดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ


เป็นที่น่ายินดีว่าข้อเสนอหลายเรื่องของ ERS ได้ถูกนำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมแล้วโดยรัฐบาลหลายเรื่องอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการบางเรื่องรัฐอนุมัติแล้วแต่มีอุปสรรคเดินหน้าไม่ได้ ในขณะที่บางเรื่องยังไม่ได้เริ่มอย่างจริงจังซึ่ง ERS จะต้องผลักดันฟันฝ่ากันต่อไป เพื่อความยั่งยืนในการบริหารพลังงานของชาติ


ข้อเสนอของกลุ่มฯที่ได้มีการนำไปปฏิบัติเกือบทั้งหมดและถือเป็นผลงานที่สำคัญยิ่งของรัฐบาลคือการปรับโครงสร้างราคาพลังงานประเภทต่างๆ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้พลังงานกลุ่มต่างๆ ที่น่าชมเชยเป็นพิเศษคือการปรับโครงสร้างราคา LPG ซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% ยังมีเพียงการปรับราคา NGV ที่ยังเหลืออีกเพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานก็ได้พลิกสถานะของกองทุนน้ำมันที่เดิมมีหนี้สินสุทธิกว่า 7 พันล้านบาทมามีฐานะเป็นบวกกว่า 4 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน


การเพิ่มการแข่งขันและประสิทธิภาพในธุรกิจพลังงาน ก็นับว่ามีความก้าวหน้าพอสมควร เช่นการประกาศใช้บริการท่อก๊าซฯแก่บุคคลที่สาม (TPA) การขายหุ้นของปตท.ในบมจ.บางจาก และการเตรียมการในการขายหุ้นของ ปตท.ใน SPRC ซึ่งน่าจะเรียบร้อยภายในปี 2558 นับเป็นมาตรการที่สำคัญในการเพิ่มการแข่งขันในตลาดน้ำมัน อย่างไรก็ดีเรายังไม่เห็นความพยายามใดๆ ในการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าให้มีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น


สำหรับการลดการแทรกแซงโดยมิชอบและแสวงหาประโยชน์ในกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้น และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ นั้น คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ก็ได้กำหนดแนวทางในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการโดยแยกการกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล และการดูแลผลประโยชน์ของรัฐในฐานะผู้ถือหุ้นออกจากกัน ซึ่งมีสมาชิก ERS เข้าไปร่วมผลักดันและคาดว่าจะเห็นผลออกมาเป็นรูปธรรมภายในปี 2558 ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่สำคัญยิ่ง


ส่วนเรื่องการปรับปรุงกระบวนการในการกำหนดนโยบาย และการขออนุญาตรวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบ และกฎหมายที่มีความซ้ำซ้อน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในการขออนุญาต และเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบทางการเมือง และการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียนนั้น ปัญหาสำคัญ คือกระบวนการในการขอใบอนุญาต ซึ่งรัฐบาลได้ใช้อำนาจทางบริหารขจัดอุปสรรคและ “ด่าน” ต่างๆ ออกไปเกือบหมดทำให้การดำเนินการของโครงการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน


เรื่องที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือการสำรวจ พัฒนาและจัดหาแหล่งพลังงานซึ่งยังไม่มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมและไม่มีความชัดเจนว่าจะสำเร็จเมื่อใด เพราะมีกลุ่มบุคคลออกมาคัดค้านนับเป็นระเบิดเวลาที่รุนแรงสำหรับเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยเฉพาะการพิจารณาแนวทางในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมสำหรับสัมปทานในพื้นที่ผลิต ที่ไม่สามารถต่อระยะเวลาได้อีกตามกฎหมาย เนื่องจากพื้นที่สัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565 - 2566 เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติหลักของประเทศไทย รวมการผลิต 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการผลิตทั้งประเทศซึ่งรวมพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย


เนื่องจากธรณีวิทยาประเทศไทยมีลักษณะเป็นโครงสร้างกระเปาะเล็กๆ ทำให้อัตราการผลิตเฉลี่ยต่อหลุมต่ำทำให้ต้องลงทุนเพื่อเจาะหลุมใหม่อยู่ตลอดเพื่อรักษาระดับการผลิตดังนั้นหากไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดการกับแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุผู้รับสัมปทานจะหยุดลงทุน ซึ่งจะทำให้การผลิตลดลงเหลือ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันภายในปี 2567 แม้ว่ารัฐจะได้แปลงสัมปทานคืนมาเมื่อสิ้นสุดสัญญาก็จะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเพิ่มการผลิตได้ โดยรวมการผลิตก๊าซฯจะลดลงทั้งหมด 2.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตนอกจากจะกระทบการจ้างงานและธุรกิจต่อเนื่องแล้ว รายได้รัฐจะลดลง 3.75 แสนล้านบาท เพราะเก็บค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียมได้น้อยลง และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีราคาแพงกว่าก๊าซฯที่ผลิตในอ่าวไทย มาทดแทนคิดเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับก๊าซฯที่สูงขึ้น 3.6 แสนล้านบาท และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น 85 สต./หน่วย


ภาพที่ผมวาดให้เห็นนี้ไม่ใช่การข่มขู่นะครับ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าถ้าเราปฏิรูปผิดทาง ความหายนะจะเกิดขึ้นได้ และเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ เช่น เวเนซุเอลา ซึ่ง “กลุ่มทวงคืน” หลายคนมีความชื่นชมกับแนวทางการปฏิรูปของอดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เมื่อ 50 ปีมาแล้ว เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งใน 18 ประเทศในโลกที่มีรายได้ต่อประชากรเกิน 1,000 ดอลลาร์ เมื่อรัฐบาลเวเนซุเอลาเริ่ม “ทวงคืน” พลังงาน กิจการน้ำมันก็ถดถอย และเมื่อประธานาธิบดีชาเวซชึ้นมามีอำนาจ ก็ได้ทำให้เวเนซุเอลาเป็นสังคมนิยมเต็มรูปแบบมากขึ้น ยึดกิจการอื่นๆ เป็นของรัฐจน “ทุนต่างประเทศหดหาย ทุนในประเทศหนีออก” อุตสาหกรรมทุกด้านแทบพังทลาย เศรษฐกิจชะงักงัน เงินสำรองต่างประเทศไม่มีเหลือ เงินเฟ้อสูงมาก สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนอย่างหนัก อาชญากรรมสูงสุดเป็นที่สองของโลก ทั้งๆ ที่เวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก


ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปพลังงานอย่างยั่งยืนให้สำเร็จ ERS ยังต้องการพลังร่วมจากผู้นำทางความคิด ที่กล้าหาญจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม เพราะหากเราไม่ช่วยกัน ผมเกรงว่าเราจะถูกกลุ่มคนที่บิดเบือนข้อมูลนำพาประเทศไปสู่ความหายนะ และเมื่อถึงเวลานั้นก็ช้าเกินแก้ มาแก้ที่ปลายทางไม่สำเร็จหรอกครับ เหมือนการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อ 15 ปีมาแล้ว มีแต่คนออกมาคัดค้าน ไม่มีใครออกมาสนับสนุนเพราะกลัวเปลืองตัว


แต่ทุกวันนี้พวกเราทุกคนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าที่ควร 35,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 20 สตางค์ต่อหน่วย จากการที่โรงไฟฟ้าถ่านหินสองโรงนั้นไม่ได้ก่อสร้าง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้น่ากลัวกว่าครั้งนั้นหลายเท่าตัว