การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ในหลายประเด็นยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์
แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้จริงนั้น รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ประเด็นที่น่าสนใจและอาจมีผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในชุดต่อไป นั่นคือ กรรมาธิการยกร่างฯกำลังตีกรอบในเรื่องของ"ประชานิยม" เพราะเห็นว่าผลกระทบจากประชานิยมมีหลายแง่มุม ทั้งต่อภาระงบประมาณและผลกระทบทางการเมือง
ล่าสุด ได้มีการเขียนร่างรัฐธรรมนูญในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่กล่าวถึงนโยบายประชานิยมโดยตรง แม้จะไม่ใช้คำว่า "ประชานิยม" อย่างชัดเจน โดยระบุว่า "รัฐต้องดำเนินนโยบายการเงินการคลังและงบประมาณภาครัฐ โดยยึดหลักการรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง และการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอย่างคุ้มค่า จัดให้มีระบบการเงินการคลังเพื่อสังคม มีระบบภาษีอากรที่มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม"
นอกจากนี้ยังระบุว่า "การจัดสรรงบประมาณโดยคำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศ และความเสมอภาคด้านอื่น มีกลไกป้องกันการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว และมีกลไกตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ" แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นหลักกว้างๆ มากแก่การตีความ โดยเฉพาะเมื่อกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง จะทำให้เกิดการตีความต่างกัน
อันที่จริงคำว่า "ประชานิยม" ถือว่ามีความหมายกว้างอย่างยิ่ง และแต่ละประเทศก็มีนโยบายในลักษณะเดียวกันนี้ เพียงแต่ระดับความมากน้อยของนโยบายนั้น จะมีมากแค่ไหน ซึ่งที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินความเสียหายที่เกิดจากนโยบายประชานิยม โดยมุ่งไปดูที่ความเสียหายจากงบประมาณ และเห็นว่า เป็นนโยบายระยะสั้น ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับการพัฒนาประเทศได้ อีกทั้งยิ่งมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้นโยบายประชานิยมดูเลวร้ายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม อีกด้านของนโยบายประชานิยม คือ กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย ซึ่งมักจะเป็นคนระดับล่าง ซึ่งเป็นอีกมุมมองต้องมาพิจารณาอย่างจริงจังว่า เหตุใดจึงเกิดนโยบายในลักษณะนี้ขึ้น เพราะจากปัญหาของกลุ่มคนต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดนโยบายประชานิยมนั้น อาจทำให้เราตั้งคำถามว่า เราจะแก้ปัญหาของคนกลุ่มนี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใหญ่หรือไม่ และหากพิจารณาจริงๆ แล้ว อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักจะแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะเกี่ยวข้องกับสังคมในวงกว้าง
เราเห็นว่าการแก้ปัญหาประชานิยมในอนาคต การกำหนดกฎกติกาบีบบังคับนั้น หาใช่เป็นวิธีที่ได้ผล เพราะเราเชื่อว่านักการเมืองในอนาคต ก็สามารถหาช่องทางหรือแก้กฎหมายเพื่อดำเนินการในลักษณะดังกล่าวได้ หากการดำเนินนโยบายดังกล่าวสร้างความนิยมทางการเมือง เราเห็นว่ากรรมาธิการยกร่างฯควรให้ความสนใจแก้ปัญหาที่ต้นตอปัญหาด้วย เช่นปัญหาความเหลื่อมล้ำ แม้เป็นเรื่องยากและซับซ้อน แต่ก็จำเป็นต้องทำ หาไม่แล้ว เราก็มุ่งแต่แก้ที่ปลายเหตุอยู่ตลอดไป เพราะเราละเลยแก้ที่ต้นตอ









