ในบทความเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมเรียนว่าหลังส่งต้นฉบับให้บรรณาธิการ ผมจะไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ
และแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก่อนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดหนึ่ง ข้อมูลที่ผมให้ไม่มีอะไรใหม่เนื่องจากผมได้เขียนไว้ทั้งในคอลัมน์นี้และในที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 อย่างไรก็ตาม ขอนำบางอย่างมาเสนออีกครั้งอย่างคร่าว ๆ เพื่อทบทวนร่วมกัน
ขอเน้นย้ำว่า ในขณะนี้ ทั้งโลกยกเว้นเกาหลีเหนือใช้ระบบตลาดเสรีแบบผสม นั่นคือ ทรัพย์สมบัติและปัจจัยในการผลิตสินค้าและบริการส่วนใหญ่อยู่ในมือของเอกชนซึ่งอาจนำมาแลกเปลี่ยนกันและใช้ในรูปต่าง ๆ ได้อย่างเสรี รัฐเข้าไปมีบทบาทบ้าง ทั้งในฐานะผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติ ผู้ผลิตและกระจายสินค้าและบริการ และกรรมการดูแลเพื่อให้เกิดการแข่งขันและการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น
ปัจจัยที่ทำให้รัฐต้องยื่นมือเข้าไป ได้แก่ บุคคลมีความสามารถและโอกาสไม่เท่าเทียมกันและบางคนขาดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ระบบตลาดเสรีมีอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลเพราะสะท้อนสัญชาตญาณของมนุษย์ นั่นคือ เราเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่แลกเปลี่ยนสิ่งของกันและเราต้องการทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเสรี ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเรายึดระบบตลาดเสรีมาตลอด อาทิเช่น ข้อความในศิลาจารึกที่ว่า “ใครใคร่ค้าช้างค้า ค้าม้าค้า” และบทกลอนตอนหนึ่งที่ว่า “รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล”
เนื่องจากบุคคลมีความสามารถและฐานทางจรรยาบรรณต่างกัน ฉะนั้น ถ้ารัฐไม่เข้าไปมีบทบาท ผู้มีความสามารถสูงแต่จรรยาบรรณต่ำจะเข้าไปครอบงำและผูกขาดกิจการต่าง ๆ รวมทั้งการยึดครองปัจจัยในการผลิตไม่ว่าจะเป็นที่ดิน แร่ธาตุ แหล่งน้ำ ป่าไม้ หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าและพลังงาน ในสภาพเช่นนั้น การอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นย่อมเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากคนกลุ่มเล็ก ๆ จะมั่งมีในขณะที่ส่วนใหญ่ยากจน
เท่าที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า รัฐต้องเข้าไปมีบทบาท จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่แต่ละสังคมจะพิจารณา บทบาทของรัฐจะบรรลุประสิทธิผลตามอุดมการณ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถและความซื่อสัตย์ของผู้กุมอำนาจรัฐ หากผู้กุมอำนาจด้อยความสามารถหรือขาดจรรยาบรรณจนทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ระบบตลาดเสรีย่อมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้ ส่งผลให้การอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นเกิดขึ้นได้ยาก
ในช่วงนี้ โลกมีปัญหาสาหัสทั้งที่ชาวโลกมีเทคโนโลยีก้าวหน้าสำหรับแก้ปัญหามากกว่าแต่ก่อน ปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อนให้เกิดปัญหามี 3 ด้านด้วยกันคือ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนในขณะนี้มีเกิน 7 พันล้านคนแล้ว โดยทั่วไป แต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรโลกเพื่อบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และทรัพยากรโลกร่อยหรอลงทุกวัน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างเข้มข้น การแย่งชิงกันเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ ท่ามกลางการแย่งชิงกันซึ่งนับวันจะยิ่งเข้มข้นขึ้นนี้ แทนที่รัฐบาลจะยืนหยัดอย่างเสมอต้นเสมอปลายเพื่อป้องกันมิให้เกิดการผูกขาดและการครอบงำกลับทำไม่ได้เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่ถูกครอบงำด้วยความฉ้อฉล หรือไม่ก็อยู่ใต้อิทธิพลของคนมีเงิน
แม้แต่ในอเมริกาที่มักถูกมองว่าเป็นประชาธิปไตยมากเนื่องจากยึดหลักการมีรัฐบาล “ของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” รัฐบาลเสียศูนย์มานานเนื่องจากกระบวนการเมืองถูกครอบงำด้วยความฉ้อฉลของกลุ่มคนมีเงิน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวอเมริกันมองว่า อเมริกากำลังเสื่อมจนอาจถึงขั้นล่มสลายและเขียนหนังสือออกมาเตือนไว้อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น เรื่อง Are We Rome? The Fall of an Empire and the Fate of America โดย Cullen Murphy และเรื่อง Freefall: America, Free Markets, and the Sinking of the World Economy โดยนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบล Joseph Stiglitz (ทั้งสองเล่มนี้มีบทคัดย่อและวิจารณ์อยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com)
ปัญหาสาหัสแสดงอาการออกมาให้เราเห็นเป็นระยะ ๆ รวมทั้งวิกฤติเศรษฐกิจที่เริ่มในเมืองไทยเมื่อปี 2540 และที่เริ่มในอเมริกาเมื่อปี 2543 และ 2551 ซึ่งกระจายไปเกือบทั่วโลก วิกฤติเหล่านี้มีปัจจัยที่ทำให้เกิดร่วมกันอันได้แก่ ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมจรรยา ขอเรียนซ้ำว่า ศีลธรรมจรรยาเป็นหนึ่งในฐานและองค์ประกอบสำคัญของระบบตลาดเสรีที่ชาวโลกใช้กันอยู่ ฐานที่สองได้แก่ความรู้ นอกจากนั้นก็มีการมีภูมิคุ้มกันและความมีเหตุผลเป็นองค์ประกอบด้วย
อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้ ฐานและองค์ประกอบทั้งสี่ของระบบตลาดเสรีที่เราใช้กันมาแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ ประชากรโลกเพิ่มขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้งท่ามกลางทรัพยากรที่ร่อยหรอลง นอกจากจะเสริมฐานและองค์ประกอบเหล่านั้นให้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเสนอให้ใช้มาตรการให้เกิด “ความพอประมาณ” เป็นทางแก้ โดยเฉพาะเพื่อหยุดยั้งการบริโภค หรือการใช้ทรัพยากรเกินพอดีที่เพิ่มขึ้นไปแบบไม่รู้สิ้นสุด
การบริโภคแบบพอประมาณอาจเกิดได้โดยความสมัครใจจากการใช้ความมีเหตุผลที่วางอยู่บนฐานของการมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งจำเป็นเพื่อการดำรงชีวิต แต่เนื่องจากคนส่วนมากมักบริโภคเกินพอดี รัฐจึงควรมีมาตรการหยุดยั้งการบริโภคส่วนเกินนั้นผ่านการใช้ภาษีบริโภคแบบก้าวหน้า ข้อเสนอหลักของผู้ที่ไปร่วมให้ข้อมูลแก่อนุกรรมาธิการในวันนั้นจึงได้แก่ การตรากฎหมายที่จะต้องบังคับใช้อย่างจริงจังทั้งในด้านการป้องกันการผูกขาดและในด้านการเก็บภาษีบริโภคแบบก้าวหน้า สองเรื่องนี้และมาตรการที่จะเอื้อให้ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพเราเริ่มทำทันทีได้โดยไม่ต้องรอให้ฝรั่งบอก หรือนำหน้าหากเราเลิกคิดแบบขี้ข้าตามนาย









