นายกฯประยุทธ์กับความท้าทาย บนเวทีการทูตระหว่างประเทศ

นายกฯประยุทธ์กับความท้าทาย บนเวทีการทูตระหว่างประเทศ

นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตัดสินใจไปต่างประเทศไหนก่อน ในฐานะผู้นำประเทศเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ

ที่น่าเฝ้ามองไม่น้อยไปกว่ากันคือ นายกฯคนใหม่จะไปกล่าวคำปราศรัย ณ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติหรือ UN General Assembly ปลายเดือนนี้หรือไม่

และยังมีการประชุมสุดยอดผู้นำของ Apec หรือ Asia-Pacific Economic Cooperation ที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน ที่กรุงปักกิ่ง

แต่เวทีระหว่างประเทศที่ผู้นำไทยจะต้องไปปรากฏตัวแน่นอนคือ การประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ไนปีดอว์ของพม่า ในเดือนพฤศจิกายนเช่นกัน

สองงานหลังนี้คาดกันว่าผู้นำระดับโลกอย่าง บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ, สีจิ้นผิงของจีน, ชินโซะ อาเบะแห่งญี่ปุ่น, วลาดีเมียร์ ปูตินของรัสเซีย, นเรนทรา โมดีแห่งอินเดีย และ โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ก็จะมาปรากฏตัวเพื่อแสดงจุดยืนในประเด็นเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงซึ่งยิ่งวันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

ผู้นำหน้าใหม่ของภูมิภาคนี้ที่จะไปร่วมวงสนทนาในเวทีต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือนายกฯของไทย, นายกฯอินเดีย, และประธานาธิบดีอินโดฯ

ภารกิจของนายกฯประยุทธ์ ดูจะหนักกว่าของคนอื่นตรงที่ว่า จะต้องอธิบาย Roadmap สู่ประชาธิปไตยของไทยหลังรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม และให้ประชาคมโลกเชื่อว่าการปกครองของ คสช. กับ ครม. ชั่วคราวและการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการเลือกตั้ง ตามกรอบเวลาที่วางเอาไว้อย่างน่าเชื่อถือได้ว่าจะทำได้จริง

ประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนของการเมืองระหว่างประเทศ ย่อมอยู่ที่นายกฯไทยจะสามารถสร้างความชัดเจนให้กับเพื่อนบ้าน และมหาอำนาจทั้งหลายว่า แนวทางการฟื้นฟูประเทศกำลังเดินหน้าไปตามกติกาที่วางเอาไว้

ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ชาติต่าง ๆ ที่มาร่วมวงสนทนาด้วยเห็นว่าประชาชนคนไทยมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเมืองและสังคมไปสู่เป้าหมายข้างหน้าอย่างกว้างขวางและจริงจัง

แน่นอนว่ากระทรวงต่างประเทศไทยจะต้องทำงานหนักในการชี้แจงกับกระทรวงต่างประเทศของประเทศทั้งหลายที่คาดว่า ยังมีคำถามค้างคาในใจเกี่ยวกับแผนที่เดินทางข้างหน้าของไทย เพราะในกระบวนการพบปะระหว่างโลกเช่นนี้ จะต้องมีการทำการบ้านปูพื้นในระดับเจ้าหน้าที่ ปลัดกระทรวงฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างดี เพื่อให้ผู้นำได้รับทราบล่วงหน้าว่าจะพบปะกับใครและจะแลกเปลี่ยนท่าทีกันด้วยเรื่องอะไร

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยคนใหม่เป็นนายพลทหารด้วย ก็จำเป็นต้องมีคำอธิบายในระดับหนึ่ง เพราะคนที่ไม่คุ้นเคยกับประเทศไทยก็จะตั้งคำถามได้ว่าทำไมมืออาชีพทางด้านการทูต จึงไม่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

การมีรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเป็นนักการทูตอาชีพอย่าง คุณดอน ปรมัตถ์วินัย ก็น่าจะช่วยให้คลายความกระอักกระอ่วนไปได้บ้าง แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ย่อมอยู่ที่นายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศจะต้องทำ “การบ้าน” มากเพียงพอที่จะแสดงวิสัยทัศน์และสื่อสารให้กับผู้นำชาติอื่นในเวทีใหญ่ ๆ จากนี้ถึงสิ้นปีว่าก้าวย่างของไทยจากนี้ไปคือ การกลับไปสู่กฎกติกาปกติของการเมืองที่ประชาชนจะมีสิทธิมีเสียงในการตัดสินว่าใครจะมาบริหารประเทศอย่างเต็มที่

จึงควรที่พลเอกประยุทธ์ จะไปกล่าวคำปราศรัยในเวทีสหประชาชาติสิ้นเดือนนี้ เพื่อวาดภาพให้องค์กรโลกได้เห็นถึงจังหวะก้าวเดินของไทยจากนี้ไป ที่สำคัญกว่านั้นคือ การได้พบปะผู้นำประเทศอื่น ๆ นอกรอบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและแนวทางความร่วมมือของไทยในเวทีสากล และสร้างความคุ้นเคยกับแกนสำคัญจากชาติสมาชิกต่าง ๆ

เอเปกก็เป็นเวทีระดับโลกที่สำคัญ อีกทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พม่า ก็เป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้สำหรับนายกฯไทย ที่ได้ย้ำถึงความสำคัญของอาเซียนต่อไทย

เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บทบาทไทยในอาเซียนได้หดหายไปอย่างน่าตกใจ ถึงจุดที่ผู้นำอาเซียนหลายคนเปรยว่าไทยได้กลายเป็น “คนป่วย” และไม่อาจจะเล่นบทของแถวหน้าของอาเซียนอย่างที่ได้ทำมาก่อนหน้า

นายกฯประยุทธ์ไม่อาจจะพลาดโอกาสสำคัญในเวทีใหญ่เหล่านี้ แม้จะเป็นภารกิจที่หนัก และจะต้องเผชิญกับความไม่เป็นมิตรจากบางประเทศ และต้องตอบคำถามหนัก ๆ ที่ไม่ได้ยินในประเทศก็ตาม