วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องเคารพกฎหมาย

กรณีการจับกุมผู้ต้องสงสัย สร้างสถานการณ์ในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร

กำลังสอบสวนอยู่นั้น หากตามการชี้แจงของพล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่าได้ให้ชุดสืบสวนเฝ้าจับตากลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่เชื่อว่าจะมีความเชื่อมโยงกับหลายเหตุการณ์ เช่น คดียิงลูกระเบิดจาก เครื่องยิงเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.แจ้งวัฒนะ คดียิงลูกระเบิดใส่ห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี สาขาราชดำริ ที่มีเด็กเสียชีวิต 2 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน โดยอยู่ระหว่างขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัย

ก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ได้จับตัวนายณรงค์ศักดิ์ พลายอร่าม ผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับรายงาน ตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุใช้เครื่องยิงเอ็ม 79 ยิงใส่ อาคารย่าน สนามบินน้ำนนทบุรี อาคารชินวัตร 3 และแยกสาวณีย์ ถนนสวรรคโลก ซึ่งอยู่ระหว่างสอบปากคำ โดยเจ้าหน้าที่คาดว่ากลุ่มนี้มีประมาณ 9-10 คน แต่ที่มีหลักฐาน มัดตัวแล้ว มีประมาณ 6-7 คน และเตรียมดำเนินการออกหมายจับต่อไป ซึ่งการจับตัวคนร้ายได้ทำให้ความสงสัยที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นเริ่มคลี่คลายขึ้น

หากจะย้อนกลับไปดูการก่อเหตุใช้อาวุธสงครามกับการชุมนุมทางการเมือง อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงหลัง แต่ประเด็นสำคัญคือการก่อเหตุที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมคนร้าย ซึ่งเหตุผลดังกล่าวนั้นอาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน แต่การจับกุมได้ในครั้งนี้ทำให้ข้อสงสัยต่างๆที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้กระจ่างชัดขึ้น และน่าจะชัดเจนว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด เพราะก่อนหน้านั้นต่างกล่าวโทษกันไปมาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของอีกฝ่ายหนึ่ง

เราต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่เกิดการก่อเหตุในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองนั้น หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ คนฝ่ายหนึ่งก็จะโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ที่สำคัญในครั้งนั้นคนบางกลุ่ม ยังมีความเชื่อว่ากองทัพเป็นก่อเหตุสร้างสถานการณ์ เพื่อต้องการปฏิวัติ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากการจับกุมในครั้งนี้สร้างความกระจ่างชัดทั้งหมดและสามารถมีพยานหลักฐานมายืนยันได้ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นของคนในสังคม ยังทำให้เกิดความชัดเจนว่าใครคือผู้ก่อเหตุ ซึ่งจะช่วยลดความหวาดระแวงที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ลงไปได้

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไป นอกจากการจับกุมแล้ว สิ่งสำคัญคือการดำเนินคดี เพราะคดีที่เกี่ยวกับการเมืองนั้นในอดีตมักจะเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งเราไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่กรณีนี้เราหวังว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่าในอดีต เพราะอย่าลืมว่าคดีในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดเป็นผู้กระทำผิด หากการดำเนินคดีเพื่อเอาผิดคนก่อเหตุดำเนินไปอย่างล่าช้า ก็ยิ่งส่งผลให้ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ต่อไปนานขึ้น และบางกรณีอาจมีการขยายผลเพื่อหวังประโยชน์ในทางการเมืองอีกด้วย

เราหวังว่าการดำเนินคดีเกี่ยวกับผู้กระทำผิดกฎหมาย เพราะความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ไม่ควรจะล่าช้าเกินไป โดยเฉพาะในขั้นตอนของพนักงานสอบสวน และเราก็หวังว่าหากคดีใดสามารถสาวไปถึงผู้นำทางการเมืองแล้ว ก็ต้องดำเนินคดีให้ทัดเทียมกันกับผู้ลงมือกระทำ ซึ่งหากสังคมสามารถดำเนินคดีกับทุกคน ด้วยมาตรฐานเดียวกันแล้ว เราเชื่อว่าจะแก้ปัญหาประเด็นสังคมสองมาตรฐานลงไปได้ เราหวังอย่างยิ่งว่าการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในครั้งนี้ จะทำให้สังคมไทยเข้าสู่กติกามากขึ้น นั่นคือ เป็นสังคมที่ "มีขื่อมีแป"