เห็นชื่อผู้นำภาคเอกชน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของ "ซูเปอร์บอร์ด" เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์
การบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพแล้ว ก็พอจะเห็นความตั้งใจจริงของ คสช. ที่จะปฏิรูประบบบริการของรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นรูปธรรม
สะท้อนว่าการคิดและแก้ปัญหาแบบเก่าๆ คือ ตั้งคณะกรรมการที่มีแต่คนของราชการหรือพรรคการเมือง จะไม่มีวันปรับเปลี่ยนการทำหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจได้
ต้องอาศัย "วิสัยทัศน์" และ "ความกล้าหาญทางจริยธรรม" ของผู้นำเอกชนที่พิสูจน์ฝีมือทางด้านการบริหารที่ต้องแข่งขันอย่างสูงมาแล้ว จึงจะทำให้วาระของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง
ผู้นำภาคเอกชนที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ เห็นรายชื่อแล้วก็เห็นภาพว่าจะต้องมีการเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพราะเป็น "มืออาชีพ" ในวงการที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วว่าตั้งใจทำงาน เพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
คุณบัณฑูร ล่ำซำ, คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล, คุณบรรยง พงษ์พานิช, คุณรพี สุจริตกุล, คุณวิรไท สันติประภพ และ คุณทวีศักดิ์ กออนันตกูล เป็นทีมงานที่เชื่อฝีมือได้ หาก ว่า คสช.ให้ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพราะนี่คือ "ภารกิจเพื่อชาติ" อีกครั้งหนึ่งของท่านทั้งหลาย
การยกเครื่องการบริหารรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง เป็นเรื่องสำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของภาครัฐ เพราะรวมกันแล้วมีเงินลงทุนและทรัพย์สินมหาศาล มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างสำคัญยิ่ง
เมื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ในคณะกรรมการหรือบอร์ดของรัฐวิสาหกิจยื่นใบลาออก เพื่อเปิดทางให้ปฏิรูประบบการบริหารรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง ก็ดูเหมือนว่าจะได้รับความร่วมมือพอสมควร
รัฐวิสาหกิจเคยเป็นขุมทองของนักแสวงผลประโยชน์ผ่านเส้นสายการเมืองและความสนิทสนมส่วนตัว เป็นแหล่งคอร์รัปชัน และเป็นตัวอย่างของการทับซ้อนผลประโยชน์อย่างโจ๋งครึ่ม แต่นักการเมืองไม่เคยสำนึกผิด และไม่มีความละอายต่อบาป ส่งคนของตนที่ไม่มีความรู้ความสามารถไปนั่งบริหารและเป็นกรรมการของบอร์ด จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวมาตลอด
คสช. มีโอกาสจะชำระสะสางความโสโครกเหล่านี้แล้ว จึงต้องมีการวางกติกาและวิธีการคัดสรรคนที่เข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจและคนเข้าไปเป็นกรรมการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม เปิดกว้าง และที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องไม่กลายเป็นเรื่อง "สมบัติผลัดกันชม" อย่างที่มีคนเตือนเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เมื่อ คสช. ประกาศชัดเจนว่าที่ทำรัฐประหารคราวนี้ไม่ได้ต้องการแสวงประโยชน์ และต้องการเป็นแกนในการปฏิรูป แก้ไขปัญหาความไม่ชอบมาพากลของประเทศอย่างจริงจังและจริงใจ จึงควรจะต้องสร้างกลไกและกติกา เพื่อให้ "มืออาชีพ" เก่งๆ กล้าๆ เข้าไปทำงานให้กับรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง
นั่นย่อมหมายความว่าจะต้องมีการวางกฎเกณฑ์ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้บริหารและกรรมการของรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน โดยเน้นที่ประสบการณ์และชื่อเสียง รวมถึงประวัติการทำงานที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้สาธารณชนได้เห็นว่าต่อไปนี้การบริหารหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศจะเป็น "มืออาชีพ" เท่านั้น
การกลั่นกรองและวิธีการสรรหา อีกทั้งการแข่งขันอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม จะต้องเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการเลือกคนเข้าทำงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์จะต้องอยู่ในระดับพอดี ไม่น้อยไป ไม่มากไป และสอดคล้องกับอัตราที่เอกชนเสนอให้
นั่นเป็นวิธีการที่รัฐบาลสิงคโปร์ใช้เพื่อสามารถแข่งกับเอกชน ในการดึง "มืออาชีพ" เข้ามาทำงานให้กับรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
คือ การเน้นให้ผลตอบแทนต่อผู้ทำงานให้รัฐอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเอกชน แต่ต้องวัดกันที่ผลงานจริงๆ มีการประเมินตาม "ดัชนีชี้วัดผลงาน" หรือ KPI (Key Performance Index) ที่วัดได้อย่างตรงไปตรงมา
ที่เสนอค่าตอบแทนให้ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในระดับใกล้กับเอกชนนั้น รัฐบาลสิงคโปร์ถือว่ามืออาชีพที่เข้ามาทำงานในหน่วยงานรัฐจะต้องมือสะอาด ไม่มีคอร์รัปชัน และไม่มีการรับผลประโยชน์ที่ผิดทำนองคลองธรรม
แต่ของไทยเรานั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนที่นักการเมืองส่งมาเป็นบอร์ดหรือมาบริหารรัฐวิสาหกิจนั้น นอกจากจะได้รับเงินเดือนสูงแล้วยังมีสิทธิประโยชน์มากมายล้นเหลือเกินความถูกต้อง มิหนำซ้ำยังเป็นเครื่องมือฉ้อฉลของนักการเมืองอีกต่อหนึ่งด้วย
สุภาษิตจีน บอกว่า "ปลาเน่าจากหัวลงมา" (กลายเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง The Fish Rots from the Head ที่วิเคราะห์ปัญหาการทำงานของบอร์ดบริษัททั้งหลาย ปัญหาส่วนใหญ่มาจากระดับบนทั้งนั้น) คสช. ควรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเอกชนด้านการวางกติกาเรื่องการคัดสรรผู้บริหารและการตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เพื่อศึกษากรณีตัวอย่างทั่วโลก วางกรอบของการทำงานให้ได้มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง
หากว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและเข้มข้น การเปลี่ยนกรรมการของรัฐวิสาหกิจคราวนี้ ก็จะเป็นเพียงการทำศัลยกรรมใบหน้าเท่านั้น ไม่ได้ยกเครื่องระบบ เพื่อสร้างบ้านเมืองใหม่ อย่างที่ทุกคนเรียกร้องต้องการ...แต่อย่างใดเลย









