วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

จริยธรรมของผู้บริหาร...สอนกันได้หรือไม่?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาของ AAPBS (Association of Asia-Pacific Business School) ซึ่งเป็นองค์กรที่ประกอบด้วย...

สถาบันการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจชั้นนำของเอเชีย โดยหัวข้อสัมมนาครั้งนี้เป็นเรื่องของ Teaching and Researching in Business Ethics ซึ่งถ้าดูจากหัวข้ออาจจะดูน่าเบื่อและชวนหลับได้ แต่ผลกลับเป็นตรงกันข้ามครับ โดยเฉพาะจากวิทยากรรับเชิญท่านหนึ่ง ซึ่งนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจและยิ่งกลับมามองสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ยิ่งน่าสนใจใหญ่

คำถามที่สำคัญและเชื่อว่าอยู่ในใจทุกๆ ท่านก็คือ “เราสามารถสอนจริยธรรม หรือ Ethics กันได้จริงๆ หรือไม่?” Business School ทั่วโลกส่วนใหญ่จะมีวิชาที่สอนเกี่ยวกับจริยธรรม แต่ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูจะพบว่าปัญหาในด้านจริยธรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกนั้นก็มาจากบรรดานักธุรกิจที่ผ่านการศึกษามาจาก Business School เหล่านี้ แสดงว่าการสอนจริยธรรมในสถาบันการศึกษาไม่ได้เป็นสิ่งรับประกันได้ว่าเมื่อไปทำงานเป็นผู้บริหารองค์กรต่างๆ แล้วจะมีจริยธรรมตามที่ได้เรียนมา

ในงานสัมมนาครั้งนี้ช่วงที่น่าสนใจที่สุดคือวิทยากรรับเชิญที่ชื่อ Andrew Fastow อดีต CFO ของ Enron ซึ่งท่านผู้อ่านคงทราบถึงกรณีศึกษาความล้มเหลวและความผิดพลาดของ Enron เนื่องจากการผิดพลาดทางจริยธรรมของผู้บริหาร คุณ Andrew คนนี้เป็นผู้บริหารหลักของ Enron ที่อยู่เบื้องหลังความผิดพลาดที่เกิดขึ้นที่ Enron จากความผิดดังกล่าวก็ทำให้เขาติดคุกไปเป็นเวลา 6 ปี และตอนนี้ก็เขาเดินสายไปบรรยายถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับผู้บริหารอื่นๆ

ความน่าสนใจอยู่ที่คุณ Andrew นั้นยอมรับในความผิดที่ตนเองได้ก่อขึ้น และพูดมาเป็นประโยคแรกเลยคือ “..the reason I speak is because I’m guilty…” แถมยังแสดงให้เห็นหลักฐานสำคัญครับ มือข้างหนึ่งถือรางวัลที่เขาเคยได้รับในฐานะ CFO of the Year จากวารสาร CFO แต่มืออีกข้างถือบัตรประจำตัวนักโทษ ที่เขาเคยต้องรับโทษอยู่ในคุกเป็นเวลาถึง 6 ปี

หัวใจสำคัญที่คุณ Andrew พยายามสื่อสารก็คือการตัดสินใจของผู้บริหารนั้นควรจะยึดตาม กฎ ระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ (Rules) หรือ ตามหลักการที่ดี (Principles) เนื่องจากการตัดสินใจต่างๆ ที่เขาได้ทำไปที่ Enron นั้นเขากล้าพูดว่าไม่มีเรื่องใดที่ขัดหรือผิดกับกฎ ระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่สิ่งที่เขาทำคือการหาช่องโหว่ (เขาใช้คำว่า Loophole) ของกฎ ระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่และใช้ช่องโหว่นั้นให้เป็นประโยชน์กับบริษัท คุณ Andrew เล่าให้ฟังว่าการตัดสินใจต่างๆ ของเขาและ Enron ในช่วงนั้น เขาจะปรึกษาบรรดา Gatekeepers ต่างๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ผู้ตรวจสอบบัญชี นักกฎหมาย หรือ คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors)

สรุปคือ Enron ได้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย และบิดช่องโหว่เหล่านั้นเพื่อประโยชน์แก่บริษัทและสร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้น โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวก็คือยิ่งทำไป ก็ยิ่งทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้น แต่ก็เป็นผลการดำเนินงานในลักษณะที่เป็นภาพลวงตา เป็นการใช้วิธีการทางการบัญชีและการเงินในการสร้างภาพที่ดีขึ้นมา ซึ่งผลสุดท้ายออกมาเป็นอย่างไรก็คงเหมือนกับที่ทุกท่านทราบครับ

คุณ Andrew ยอมรับว่าบทเรียนสำคัญที่เขาได้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้คือเขามองว่าเขาอาจจะไม่ได้ทำผิดกฎต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่สิ่งที่เขาทำผิดก็คือทำผิดหลักการในการบริหารที่ดี และยิ่งทำไปก็ยิ่งเหมือนกับได้ใจ จากที่ทำในขนาดเล็กๆ ก็ขยายไปทำในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น จนสุดท้ายศาลก็ตัดสินจำคุกบรรดาผู้บริหารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

คำถามและบทเรียนสำคัญที่ได้เมื่อมองกรณีของคุณ Andrew ก็คือ เราจะสอนจริยธรรมให้กับผู้บริหารได้อย่างไร? ในเมื่อคำจำกัดความของคำว่าจริยธรรมก็เริ่มไม่เหมือนกัน ถ้ามองว่าจริยธรรมคือการทำไม่ผิดกฎหมาย แต่กรณีของคุณ Andrew นั้นเขาก็ยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพียงแต่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย หรือ จริยธรรมจะต้องมองที่หลักการด้วย? ซึ่งก็มีคำถามสำคัญต่อมาอีกว่าหลักการดังกล่าวเป็นหลักการของใคร? ผู้บริหารจำนวนมากชอบอ้างหลักการเวลาตัดสินใจในเรื่องต่างๆ แต่คำถามที่น่าสงสัยต่อคือหลักดังกล่าวจริงๆ แล้วเป็นหลักการ หรือ หลัก “ตู” กันแน่

อีกมุมมองหนึ่งที่คุณ Andrew ได้ระบุไว้คือนอกจากกฎหมาย หลักการ แล้วก็ควรจะต้องดูในด้านของผลกระทบ หรือ Impact ที่เกิดขึ้นด้วยว่าสิ่งที่ตัดสินใจลงไปนั้นถูกหรือผิดจริยธรรม จะส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นๆ หรือไม่อย่างไร? ซึ่งก็ชวนสงสัยต่อไปว่าถ้าใช้หลัก กฎหมาย หลักการ และ ผลกระทบมาตัดสินความถูกหรือผิดจริยธรรมในประเทศไทยนั้น สงสัยคงจะมีหลายๆ ท่านเหนื่อยๆ กันแน่ๆ ครับ