หน่วยงานรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม ล้วนอยู่ท่ามกลางยุทธจักรทางการเมืองมาโดยตลอด นอกจากจะทำมาหากิน
เลี้ยงองค์กรและพนักงานแล้ว ยังเป็นถุงเงินสำคัญของฝ่ายการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย เห็นได้ชัดว่าเวลาการเมืองเปลี่ยนขั้วอำนาจ คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจก็มักต้องเปลี่ยนชุดใหม่ โดยชุดเก่าก็ยื่นใบลาออกกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แม้ว่ากฎระเบียบจะไม่ได้ระบุกำหนดไว้ให้ต้องลาออกก็ตาม อาจมีบ้างที่คณะกรรมการบางชุดแข็งแกร่งขอยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าภารกิจที่กำหนดไว้จะลุล่วง แต่ส่วนใหญ่ต้องอ้างมารยาท อำลาตำแหน่งแทบทั้งสิ้น
การเมืองที่เปลี่ยนขั้วบ่อยๆ คณะกรรมการบริหารก็เปลี่ยนแปลงชุด และรับคำสั่งการเมืองมา อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญจนทำให้การบริหารงาน หรือดำเนินโครงการใหญ่ๆ มูลค่าสูงสะดุดเป็นช่วงๆ และแข่งขันกับเอกชนไม่ได้ ไม่คล่องตัว นอกเหนือจากนี้ อีกหนึ่งประเด็น คือ การเป็นเสือนอนกินที่รอรับรายได้จากส่วนแบ่งรายได้สัมปทานมาอย่างเนิ่นนานกว่า 20 ปี แม้ว่าจะมีบุคลากรเก่งๆ เป็นจำนวนมาก แต่ระบบในองค์กรไม่เกื้อหนุนให้คนเก่งได้แสดงความสามารถ แสดงศักยภาพให้เต็มที่ แถมการเมืองภายในที่พัวพันไปมา ความเสื่อมถอย ล้าหลังจึงค่อยๆ ก้าวมาเป็นมิตรสนิทของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้
ล่าสุด กรณีโครงการ 3จี ทีโอที ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ได้รับอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี ชุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2553 วงเงินเกือบๆ 2 หมื่นล้านบาท ดำเนินการมาถึงปัจจุบัน สร้างสถานีฐานได้เพียง 5,320 แห่ง มีลูกค้า 3 แสนเลขหมาย รายได้ 300 ล้านบาท จนทำให้คณะกรรมการ และฝ่ายบริหารต้องกำหนดรูปแบบการลงทุนใหม่ ยกเลิกการลงทุนเอง หันหาพันธมิตรซึ่งมีแนวโน้มจะไม่ใช่คนอื่นคนไกล น่าจะเลือกพันธมิตรชิดใกล้ และส่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานอย่างต่อเนื่องมา และสัญญาเดิม 2จี กำลังจะสิ้นสุดลงปี 2558 ให้เข้าร่วมลงทุน 3จี เฟส 2 ต่อไป โดยรูปแบบเดียวกับ ทรู และ กสท โทรคมนาคม ที่เคยดำเนินการสำเร็จ และถูกกฎหมายมาก่อน
การจะอยู่รอดต่อไปขององค์กรขนาด 2 หมื่นคน เรียกว่าขนาดค่อนข้างใหญ่ จะคิดอ่านทำอะไรต้องรอบคอบ รอบด้าน และทำให้พนักงานอยู่ได้ ซึ่งต้องอยู่อย่างสุขสบายต่อไป จึงจะพิสูจน์ความสามารถของผู้บริหารได้ การบริหารงานองค์กรทั้งหลาย มีคน หรือบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อน จะอาศัยเพียงเครื่องจักรอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่เรายังอยู่บนโลกมนุษย์ยุคปัจจุบัน ส่วนจะปรับพฤติกรรมการทำงานของคนอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป โดยก่อนอื่นต้อง "ซื้อใจ" พนักงานให้ได้ก่อน แต่จะทำโดยวิธีใด เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่นักบริหารจะทำได้ หรือไม่เช่นนั้นลองเดินไปปรึกษาเพื่อนบ้านอย่างบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี









