การใช้อำนาจตามหัวโขน ไม่สามารถจูงใจให้พนักงานทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ แต่ความศรัทธามีพลังขับเคลื่อนมากกว่า
ในยุคปัจจุบันองค์กรต้องการคนที่มาทำหน้าที่ผู้บริหารไม่ว่าจะระดับต้น กลาง หรือสูง ที่มีภาวะผู้นำมากกว่ามาใช้อำนาจหน้าที่สั่งการหรือบังคับบัญชา เพราะมีเหตุการณ์มากมายในปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็นแล้วว่า การใช้อำนาจตามหัวโขน ไม่สามารถกระตุ้นจูงใจให้พนักงานในองค์กรทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ หากแต่การเข้าไปยึดกุมหัวใจให้เกิดความศรัทธาจะมีพลังขับเคลื่อนที่มากกว่า
ที่สำคัญผู้บริหารจะต้องสามารถสื่อสารให้ทุกคนเห็นภาพใหญ่ และเชื่อมโยงภาพย่อยได้อย่างเป็นระบบ เห็นกลไก ความเชื่อมโยง และผลกระทบระหว่างองค์ประกอบต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์สุดท้าย หรือบรรลุเป้าหมายใหญ่ให้ได้ในที่สุด
ใครก็ตามที่ต้องมาทำหน้าที่ “การนำ (Leading)” ไม่ว่าจะนำทีม นำแผนก หรือนำองค์กรตามตำแหน่งหัวโขนที่สวมอยู่นั้น ถือเป็นผู้นำระดับล่างสุดในทั้งหมด 5 ระดับ อาจเรียกว่าเป็นขั้นฝึกหัดของการเป็นผู้นำเท่านั้น เพราะยังพึ่งพิงตำแหน่งหน้าที่มากกว่าศักยภาพและความสามารถของตน จึงมีข้อด้อยหลายประการ อาทิ
- มักจะได้รับการคาดหวังจากผู้คนรอบข้างเสมอว่า คงจะมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง แต่ข้อเท็จจริงที่พบ โดยเฉพาะกับองค์กรที่ไม่มีกระบวนการเลื่อนตำแหน่งงานอย่างเป็นระบบ คนที่ได้เป็นผู้นำเพราะตำแหน่งมักจะไม่เก่งสมกับที่คาดหวัง แม้ว่าจะปล่อยให้ผ่านเวลาพิสูจน์ตัวเองแล้วก็ตาม
- การกระทำบางอย่างที่มุ่งใช้อำนาจจากตำแหน่ง ไม่เชื่อในเรื่องความสามารถของคน บ่อยครั้งกลับยังแสดงออกในทางการลดคุณค่าของคนอื่น จนส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีขวัญกำลังใจที่ตกต่ำลง
- การหวงตำแหน่งและกลัวจะหลุดจากเก้าอี้ โดยไม่แยแสต่อคน สภาพแวดล้อมภายใน จนนำมาสู่การเมืองภายในองค์กร หรือคลื่นใต้น้ำ หนักที่สุดอาจถึงขั้นการแตกแยกในองค์กร
- การปกป้องสิทธิ์ของตนจนเกินไป แต่ไม่สนใจทำหน้าที่ผู้นำให้ดี ผู้นำประเภทนี้มองเห็นคนอื่นเป็นผู้รับคำสั่ง จนทำให้พนักงานแยกแยะไม่ออก จึงไม่รู้จะตอบสนองใครดีระหว่างลูกค้า (หรือผู้รับบริการ) กับผู้บังคับบัญชา การทำงานเป็นทีมจึงไม่เกิด ส่งผลให้บรรยากาศเป็นแบบตัวใครตัวมัน
แต่เมื่อสามารถพิสูจน์ตนเอง จนขยับขึ้นมาเป็นผู้นำระดับ 3 แสดงว่ามีผลงานเป็นที่ บริหารได้ทั้งงานและจัดการได้ทั้งคน นั่นคือได้ก้าวข้ามผ่านผู้นำแบบหัวโขน (ระดับ 1) และขั้นเริ่มต้น (ระดับ 2) จนมาเป็นผู้นำระดับที่ได้รับการยอมรับนับถือและมีอำนาจเหนือจิตใจคนอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องอาศัยตำแหน่ง
ผู้นำระดับนี้ยืนยันได้จากตัวชี้วัดว่ามีฝีมืออย่างแท้จริง ผู้นำระดับ 3 นี้ สามารถกำหนดเป้าหมายได้ด้วยตัวเอง และมักทำผลงานทะลุเป้าบ่อยครั้ง มีความสามารถในการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้กับทั้งตัวเองและคนอื่น ผลก็คือคนอื่นๆ เต็มใจจะทำตาม ก่อให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่มุ่งสู่ความสำเร็จ สรุปคือผู้นำระดับนี้นอกจากได้รับการยอมรับนับถือแล้ว สามารถดึงดูดคนรอบตัวให้เข้ามาช่วยงานได้อย่างดี เป็นแบบอย่างทั้งการประพฤติปฎิบัติ การเสียสละ และการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ
หนังสือ The 5 Levels of Leadership ยังได้แนะนำหนทางที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำระดับสูงสุด ระดับ 5 โดยมีคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะเด่นๆ พอสังเขปดังนี้
- มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่ทะนงตนว่าแน่กว่าทุกคน และรู้หมดทุกอย่าง พร้อมที่จะรับฟังคนรอบข้าง การเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าไม่รู้ทุกเรื่อง เก่งทุกอย่าง ทำให้ไม่ปิดกั้นตัวเองที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
- ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จนมีประสบการณ์ที่แข็งแกร่ง เปรียบดั่งขุนพลที่กำศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ทักษะความสามารถที่ยอดเยี่ยมนี้นี่เอง ที่บ่มเพาะจนกลายเป็นจุดแข็ง ซึ่งนอกจากรักษาเอาไว้แล้ว ยังต้องนำมาปรับใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆด้วย
- ทำในสิ่งที่ควรทำ เพราะมีเพียงงานบางอย่างเท่านั้นที่จะต้องดำเนินการในฐานะผู้นำ และอาจต้องใช้ความสามารถในการนำระดับสูงสุด ดังนั้นต้องมองให้ออกว่างานใดสำคัญและเหมาะที่จะต้องลงไปนำเอง และงานใดควรมอบหมายให้ผู้อื่นไปปฎิบัติหน้าที่แทน
- ผู้นำระดับสูงสุดนี้ มักจะฝากผลงานที่กลั่นมาจากประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถให้รุ่นหลังได้นำไปใช้ประโยชน์ หรือสร้างสรรค์ต่อยอดให้ดีขึ้น ดังนั้นผลงานทุกชิ้นที่ทำมักจะมีผลกระทบในเชิงบวกต่อส่วนรวมค่อนข้างมาก
การเป็นมากกว่าผู้บริหาร หรือผู้บังคับบัญชา ทำให้ไม่ต้องมาเสียเวลากับการแก้ปัญหาส่วนย่อยๆ ตรงนั้นที ตรงนี้ที ไม่เป็นอันทำอะไร เพราะผู้ที่ดูแลส่วนย่อย ๆลดหลั่นไปตามลำดับนั้นมือไม่ถึง เก่งไม่พอ ไม่สามารถกระตุ้นจูงใจ หรือชักนำคนที่อยู่ในพื้นที่เล็กๆนั้นให้เห็นเป้าหมายเดียวกันได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ความร่วมมือที่จะทำเพื่อส่วนรวมก็คงไม่มี ทุกคนมองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว มุ่งแต่วิจารณ์คนรอบข้าง แต่ละเลยการมองตนเอง โดยนึกไปเองว่าเราแน่เราเก่ง เรามีความรู้ความสามารถมากกว่าคนอื่น เก่งที่จะมองข้อผิดพลาดของคนอื่น และวิพากษ์วิจารณ์แสดงภูมิรู้ที่จะไปแก้ไข หรือเสนอแนะให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเอง กลับเป็นคนที่แทบไม่เปลี่ยนอะไรเลย แม้แต่ความคิด ก็ไม่เคยเปลี่ยน
ทัศนคติแบบนี้อันตรายมากไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่อันตรายต่อสังคมและคนรอบข้าง









