ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่าน หลายท่านเริ่มทำงานไปแล้วสองวัน อีกหลายท่านเริ่มกลับไปทำงานในวันจันทร์นี้
อยากให้ท่านต้อนรับปีใหม่ด้วยจิตใจที่สดชื่นเบิกบาน เอาฤกษ์เอาชัยไว้ก่อน
ในปีที่ผ่านมาเราต่างก็ต้องฝ่าฟันอะไรมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน การเมือง ที่มีความผันผวน เปลี่ยนแปลงไปอย่างชนิดที่เมื่อตอนต้นปีไม่มีใครคาดไม่ถึง
มาในปีนี้ ปีนักษัตรจีนซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.หรือปีนักษัตรไทยที่จะเริ่มตั้งแต่ 15 เม.ย.เป็นต้นไปจะเป็นปีมะเมีย หรือปีม้า ตามโหราศาสตร์จีน ปีนี้เป็นปีม้าไม้ค่ะ
ชาวจีนมีความเชื่อว่า ม้าไม่เพียงเป็นพาหนะที่ใช้นำพาเราไปสู่จุดหมายเท่านั้น ม้ายังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จอย่างรวดเร็วด้วย จึงเป็นปีแห่งโอกาสและความสำเร็จ
ปีมะเมียถือเป็นปีธาตุไฟ และเมื่อเป็นม้าไม้จึงยิ่งเสริมให้ไฟแรงขึ้น ดังนั้น หากม้าไม้ให้คุณก็จะเป็นพลังให้ทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จ แต่หากไม่ดีก็จะทำให้เกิดความยุ่งยาก
ปี พ.ศ. 2557 หรือปี ค.ศ. 2014 นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของรอบซึ่งกินเวลามามากกว่า 180 ปี เป็นปีสำหรับผู้นำที่ต้องการทำในสิ่งที่แตกต่าง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นปีที่ผู้นำไม่ว่าจะเป็นผู้นำทีม นำกลุ่ม นำองค์กร หรือนำประเทศ ควรต้องมองไปข้างหน้าและวางแผนกลยุทธ์ระยะยาว หรือลงทุนระยะยาว ที่จะส่งผลต่อจากนี้ไปอีก 25 ปี
ข้อเตือนใจที่โหราศาสตร์จีนให้ไว้สำหรับปีมะเมียคือ อย่าหลงระเริงกับความสำเร็จค่ะ
ดังนั้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบให้กับท่านในการวางแผนงาน ดิฉันจึงขอรวบรวมข้อมูลแนวโน้มต่างๆ มานำเสนอดังนี้
สิบแนวโน้มใหญ่ๆ ที่โลกเผชิญในปี 2014 ซึ่ง World Economic Forum (WEF) ได้ทำการสำรวจและสรุปไว้ในรายงาน The Outlook on the Global Agenda 2014 คือ ความตึงเครียดในสังคมของประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น การว่างงานที่กลายเป็นปัญหาทางโครงสร้าง ภัยจากโลกออนไลน์ การเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจที่ลดถอยลง ค่านิยมที่หายไปในความเป็นผู้นำ การเติบโตของชนชั้นกลางในเอเชีย ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของอภิมหานคร และข้อมูลบิดเบือนที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์
ประเด็นส่วนใหญ่มีความชัดเจนในตัวเอง ดิฉันจึงขอนำเสนอเฉพาะบางประเด็นที่อาจยังไม่ชัดเจนเพียงพอในสองเรื่องคือ เศรษฐกิจและความเป็นผู้นำ
WEF ได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจที่ลดถอยลงว่า ผู้คนจำนวนมากในโลกไม่ได้เตรียมตัวรับวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ที่เกิดขึ้น และไม่เข้าใจว่าส่งผลถึงเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร (ท่านที่สนใจหาอ่านได้จากหนังสือ “Money Pro แผนการเงิน แผนชีวิต” หน้า 12-39) อีกทั้งยังฉงนว่าเหตุใดมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลต่างๆ นำออกมาใช้กันนั้น ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย จึงต้องปรับแผน และยืดเวลาการใช้มาตรการต่างๆ เป็นเวลานานกว่าที่คาดเอาไว้ และรู้สึกสับสนว่านโยบายไหนจำเป็น นโยบายไหนไม่จำเป็น
ความไม่เชื่อมั่นในนโยบายเหล่านี้ ทำให้คนเริ่มรู้สึกแปลกแยกกับรัฐบาล
สำหรับเรื่องค่านิยมที่หายไปในความเป็นผู้นำนั้น เป็นประเด็นเกี่ยวกับการที่นักการเมืองลงรับสมัครเลือกตั้งเพื่อต้องการนำนโยบายมาดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจะได้ดีขึ้น และเพื่อรับใช้ชาติ แต่พบว่าคนจำนวนมากก้าวเข้าสู่การมีอำนาจทางการเมืองเพื่อเงินและผลประโยชน์ และเพื่อใช้อิทธิพลและเงินในการเอื้อประโยชน์กับเพื่อนและพวกพ้อง
ในรายงานยังกล่าวด้วยว่าผู้นำต้องตระหนักว่าประเทศจะอยู่ได้ในระยะยาวเมื่อความเป็นอยู่ของคนทั่วไปดีขึ้น จึงต้องห้ามใจตัวเองจากความอยากที่จะทำให้ตนเองและครอบครัวมั่งคั่ง เพราะไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือมีความมั่งคั่งเพียงใด เราจะไม่รู้สึกมั่นคงหากอยู่ในประเทศที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นคง
และได้ชี้ไปถึงวิธีแก้คือ “การให้การศึกษา”แก่ประชาชน แต่วิธีนี้ก็ใช้เวลานานมากกว่าจะส่งผล และในขณะที่เรายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อย่างน้อยเราควรจะต้องทำความเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และสามารถร้องเรียนในสิ่งที่เราไม่ชอบ และเมื่อมีคนร้องเรียนมากพอก็จะมีพลังพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง (ไม่แน่ใจว่าใช้ได้กับประเทศไทยหรือไม่)
รายงานนี้ออกมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา ดิฉันอ่านและนำมาสรุปเล่าให้ท่าน สำหรับท่านที่สนใจอ่านรายละเอียดสามารถติดตามได้ที่
ก่อนจะจากกันในวันนี้ ขอพาท่านมองไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในโลกอีกสักนิดนะคะ
ในปี 2557 นี้ นักเศรษฐศาสตร์ คาดว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นำโดยสหรัฐอเมริกาและเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในยุโรปเพิ่มขึ้น ส่วนเศรษฐกิจประเทศในตลาดเกิดใหม่นั้น หากเป็นประเทศที่มีการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป น่าจะมีโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้น
อัตราเงินเฟ้อไม่น่าจะเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่ทรงตัว และราคาโภคภัณฑ์ต่างๆ ไม่น่าจะปรับขึ้นมากนัก
เศรษฐกิจของเอเชียเหนือยังประคองตัวไปได้ ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะผันผวนไปตามแรงไหล(ออก)ของเงินทุน ซึ่งจะทำให้ค่าเงินผันผวนตามไปด้วย
หากจะเปรียบเทียบ เศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็เป็นม้าพยศนิดหน่อยค่ะ เพราะฉะนั้นผู้ขี่ต้องกุมบังเหียนให้ดีเพราะนอกจากจะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกแล้ว บนเส้นทางยังต้องควบม้าข้ามสะพานไม้กระดานการเมืองที่แคบและอาจจะกระดกทำให้พลัดตกลงไปได้









