วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองกับค่าเงินบาท รัฐบาลต้องรักษาระยะห่าง

การประชุมร่วมระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา

หากฟังจากการแถลงของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเห็นว่ามีความหนักใจพอสมควรกับการรับมือค่าเงินบาท แม้จะยืนยันแนวคิดเดิมว่า ธปท.ควรลดดอกเบี้ยเพื่อลดแรงจูงใจเงินทุนไหลเข้าเพื่อหากำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่มีความมั่นใจเช่นเดียวกันว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ โดยเห็นว่าอาจช่วยแก้ปัญหาได้บางส่วน

น่าเห็นใจทั้งรัฐบาลและธปท.ในความพยายามแก้ปัญหาดังกล่าว แต่หากพิจารณาความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าการประชุมเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเป้าหมายทางการเมืองเป็นด้านหลัก เพราะก่อนหน้านั้นสองวัน รัฐบาลก็เคยมีการประชุมมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีมาตรการใดๆ ออกมา และเป็นไปไม่ได้ที่การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางเศรษฐกิจและตลาดเงินจะเกิดขึ้นสำหรับประเทศไทยในช่วงเวลาห่างกันเพียงสองวัน เพราะอย่าลืมว่าสถานการณ์เศรษฐกิจสำหรับประเทศนั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้านี้เลย

เป้าหมายทางการเมืองของการประชุมร่วมกันในการแก้สถานการณ์ค่าเงินบาทนั้น เนื่องจากบรรดานักวิชาการและนักธุรกิจจำนวนมาก พากันเรียกร้องให้รัฐบาลและธปท.ช่วยดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ หรือทำให้อ่อนค่าลง โดยอ้างเหตุผลการแข่งขันและภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่ากระแสเรียกร้องหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนั้นค่อนข้างหนาแน่นกว่าปกติ ดังนั้นหากรัฐบาลจะนิ่งเฉยก็จะถูกกล่าวหาว่าไม่ได้ทำอะไร ซึ่งไม่น่าแปลกที่ผลการประชุมออกมาจะยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ

การประชุมในครั้งนี้จึงกลายเป็นการหาทางออกให้ทั้งรัฐบาลและธปท. เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้คนที่เดือดร้อนจากค่าเงินบาทแข็งค่ารู้สึกว่ารัฐบาลและธปท.เริ่มดำเนินการอะไรบ้างแล้ว ส่วนมาตรการจะออกมาอย่างไรนั้นต้องรอดูผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในครั้งต่อไปว่าจะยอมลดดอกเบี้ยตามความเห็นของนายกิตติรัตน์หรือไม่ ซึ่งอาจจะมีทางออกอื่นออกมา หากยังเห็นว่าการลดดอกเบี้ยยังไม่มีความจำเป็นในช่วงนี้ เพราะนายกิตติรัตน์ก็บอกแล้วว่า"ลดดอกเบี้ยหรือมาตรการอื่น" จึงไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเสมอไป

ดังนั้น การรอผลการประชุมกนง.ครั้งต่อไปในวันที่ 29 พ.ค.เพื่อพิจารณาเรื่องนโยบายดอกเบี้ย อย่างน้อยก็ยังช่วยซื้อเวลาไปได้ว่ารัฐบาลและธปท.กำลังหามาตรการดูแล แต่ความพยายามของรัฐบาลในครั้งนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมให้เกิดการคาดการณ์หรือการเก็งกำไรจากตลาดได้ ยิ่งฝ่ายการเมืองทำท่าแข็งขัน ก็ยิ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการคาดการณ์นี้เองทำให้เกิดการเก็งกำไรอย่างที่คาดไม่ถึง เท่ากับว่าความปราถนาดีของรัฐบาลและธปท.พยายามหาทางแก้ปัญหา ก็กลายเป็นเหยื่ออันโอชะให้กับนักฉวยโอกาสที่มีอยู่ไปทั่ว

เราเห็นว่านโยบายการสู้กับค่าเงินบาทแข็งค่ากำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง เพราะในครั้งนี้ฝ่ายการเมืองค่อนข้างพูดเสียงดังกว่าครั้งก่อนที่มักจะหารือกันในมุมมืด และแรงกดดันจะมาอยู่ที่ธปท.โดยตรง เราหวังว่านโยบายที่จะออกมาในการสกัดค่าเงินบาทแข็งค่านั้นจะเป็นนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศเป็นส่วนรวมจริงๆ หาใช่นโยบายที่ออกมาช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ไม่ยอมปรับตัวเอง นอกจากแบมือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะนโยบายที่ออกมาเช่นนั้นมักจะเป็นนโยบายที่สร้างความเสียหายในระยะต่อไป