วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้การแก้ปัญหาประเทศ เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว

ในช่วงที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ โดยแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน

แต่ในช่วงปีหลัง เราจะเห็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจคือการรวมกลุ่มของคนที่อยู่ในความขัดแย้งการเมืองในอดีตนั้น ตั้งเป็นกลุ่มของตัวเอง ซึ่งบางกลุ่มมีขนาดใหญ่ บางกลุ่มมีเพียงไม่กี่คน ขึ้นกับศักยภาพและประเด็นการเรียกร้องของแต่ละกลุ่ม ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวการเมืองในช่วงนี้ มีการอ้างชื่อของกลุ่มปรากฏให้เห็นเป็นระยะ แต่เป้าหมายและเจตนาการเรียกร้องนั้นแทบไม่ต่างจากการเมือง"ยุคสองขั้ว"

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ภาคประชาชนผู้รักความเป็นธรรม" จำนวน 3 คน นำโดยนายหนึ่งดิน วิมุตตินันท์ เป็นเลขานุการ ได้เดินทางมายังเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ขอให้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. รวมไปถึงคณะกรรมการธปท. ลาออกจากตำแหน่งทุกคน โดยอ้างว่าบริหารงานผิดพลาด จากการไม่สามารถดูแลค่าเงินบาทได้ จนเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 28 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับความเดือนร้อน

ก่อนหน้านั้น มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ก.ว.ป.) ชุมนุมบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ โดยเปิดเวทีโจมตีการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรับคำร้องเรื่องพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ชุมนุม โดยเห็นว่าเป็นการชุมนุมยั่วยุและให้เกิดความเกลียดชัง แม้ว่าการชุมนุมดังกล่าวจะไม่ได้สร้างความเสียหายหรือนำไปสู่ความรุนแรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็วิตกกับสิ่งที่เกิดขึ้น

อันที่จริง ทั้งสองกลุ่มไม่ได้ระบุว่าเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง แต่บรรดาสื่อที่อยู่ในพื้นที่ต่างรายงานว่าเป็นกลุ่มคนดังกล่าว และอาจจะเป็นจริงตามที่รายงานก็เป็นได้ เนื่องจากประเด็นที่เคลื่อนไหวมีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้น ซึ่งก็หมายความหากมีการเคลื่อนไหวใดที่ประเมินแล้วว่าคัดค้านหรือขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ก็พร้อมจะเกิดการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาเพื่อกดดัน โดยไม่ใส่ใจต่อขั้นตอนการทำงานหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าเป็นอย่างไร

การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากกลุ่มย่อยเหล่านี้ หากประเมินตามสถานการณ์ขณะนี้ อาจไม่น่ากังวลเท่าไรนัก แต่หากประเมินสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ซึ่งกำลังจะมีการผลักดันกฎหมายสร้างความปรองดองระดับชาติ และเกิดบรรยากาศเช่นนี้ต่อไป เราเชื่อว่าอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดความปรองดองกันได้ เพราะความปรองดองที่แท้จริงนั้น ต้องไม่ทำให้คนอยู่ในบรรยากาศแห่งความกลัว แต่ต้องเป็นบรรยากาศที่คนเกิดความไว้วางใจกันและกัน จึงจะทำให้เกิดความปรองดองได้

เราไม่รู้ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเหล่านี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร หรือมีเจตนาที่แท้จริงคืออะไร แต่หากเกิดความเคลื่อนไหวเช่นนี้ในทุกเรื่องที่เกิดความขัดแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้น บรรยากาศของสังคมที่ต้องการอยู่ด้วยกันอย่างมีเหตุผลคงเกิดขึ้นยาก เราเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นควันหลงยุคแบ่งขั้วเลือกข้าง แต่เราก็ไม่อยากเห็นมีความเคลื่อนไหวเพื่อสร้างแรงกดดันทางใดทางหนึ่งในทุกเรื่อง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สังคมประชาธิปไตยจะมีความเห็นเหมือนกันในทุกเรื่องราว