ระบอบการปกครองประชาธิปไตยครึ่งใบที่เป็นระบบประสานอำนาจกันระหว่างระบบราชการ (นำโดยทหาร) กลุ่มธุรกิจ (กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมเก่า)
และพรรคการเมือง (ที่ผนวกเอากลุ่มธุรกิจท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย) ถูกสถาปนาขึ้นในทศวรรษ 2520 และเนื่องจากว่าเป็นระบบที่สร้างความลงตัวทางอำนาจในกลุ่มชนชั้นนำในช่วงเวลานั้นพร้อมกับได้สร้าง “อุดมการณ์” ชุดใหม่ที่ปรับมาจากอุดมการณ์เดิมขึ้นมารองรับโครงสร้างการประสานอำนาจได้อย่างเหมาะสมจึงทำให้ "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ดำรงอยู่ในสังคมไทยยาวนานพอสมควร
การประสานอำนาจเช่นนี้ได้สร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่หากกลุ่มอำนาจใดพยายามที่จะขยายอำนาจก้าวก่ายหรือละเมิดขอบเขตของอำนาจที่แบ่งสรรไว้ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นมา ดังกรณีของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่พยายามแทรกแซงเพื่อควบคุมอำนาจของทหาร ทำให้เกิดการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2524 แต่อย่างไรก็ตาม คณะรัฐประหารที่ต้องกลับไปสู่หลักการและอุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ได้แก่ การให้กลุ่มธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับสถาบันอุดมการณ์ขึ้นมาเป็นคนกลางในการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์
แม้ว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้นในระดับของกลุ่มที่กุมอำนาจ แต่ศักยภาพของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบก็มีไม่น้อย เพราะสามารถที่จะดูดกลืนกลุ่มพลังทางสังคมที่เกิดขึ้นใหม่ให้เข้ามาร่วมในระบอบได้ ที่สำคัญ ได้แก่ การดูดกลืนกลุ่มนักพัฒนาเอกชนได้เพิ่มบทบาทมากขึ้นหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสลายตัวลง กลุ่มนักพัฒนาเอกชนที่มีบทบาททางสังคมการเมืองอย่างมากในทศวรรษ 2530 ค่อยๆ ลดบทบาทที่แหลมคมลงไป
ดุลของอำนาจในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากวิกฤติการณ์เศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 อำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจการเงินที่เคยมีอย่างล้นเหลือถูกทำลายลงในช่วงข้ามคืน และได้ส่งผลกระทบทำให้อำนาจอีกสองส่วน ความเชื่อมั่นในระบบราชการบางส่วนของสังคมลงไปอย่างรวดเร็ว และพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้นก็หมดอนาคตไปในทันที
สภาวะเช่นนี้กดดันความรู้สึกของผู้คนในสังคมไทยโดยเฉพาะชนชั้นกลางจำนวนมาก แต่ก็ได้ทำให้ผ่อนคลายลงไปเพราะการเสนอทางออกจากวิกฤติด้วยการน้อมนำพระราชดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้นมาเป็นการปลอบประโลมใจความทุกข์ยากและที่สำคัญ เป็นชุดคำอธิบายในการลดระดับการทำธุรกิจ ความเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีวิตของคนชั้นกลางได้อย่างมีความหมาย ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยสามารถที่ยืนและ "เชิดหน้า" ได้อย่างสบายใจมากขึ้น
แต่วิกฤติเศรษฐกิจที่สั่นคลอนโครงสร้างทางอำนาจอย่างรุนแรงนี้ กลับเป็นเสมือนหน้าต่างแห่งโอกาสของคนอีกจำนวนมาก เพราะเป็นโอกาสให้เกิดการเติบโตของคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งในโครงสร้างแบบเดิมนั้น พวกเขาเกือบจะไม่มีโอกาสเติบโตได้เลย
กลุ่มธุรกิจการเงินที่ไม่ใช้ธนาคารได้ใช้โอกาสนี้ในการขยายบทบาททางธุรกิจของตนเองออกไปในคนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มระดับล่างอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ทำให้คนกลุ่มจำนวนมากที่เดิมไม่มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็สามารถที่จะหาทุนมาปรับเปลี่ยนวิถีการทำมาหากินของตนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น
การเติบโตของธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลัง พ.ศ. 2540 ทั้งในพื้นที่เมือง และ “ชนบท” แน่นอนว่าคนที่หันมาทำธุรกิจส่วนตัวในพื้นที่เมืองส่วนหนึ่งเป็นคนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบจากการถูกออกจากงานประจำเดิม แต่คนจำนวนนี้กลับพบว่าอนาคตในการหันมาเป็นผู้ประกอบการเองของตนนั้นสดใสกว่าเดิม ส่วนคนในพื้นที่ “ชนบท” ที่เดิมถูกกักขังไว้ให้ทำงานเฉพาะเกษตรกรรม ก็ได้โอกาสในการปรับตัวมาทำงานเป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้มากขึ้น
พร้อมกันนั้น วิกฤติที่เกิดขึ้นกับกลุ่มทุนการเงินเดิมก็เปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจอื่นได้ ได้โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่นๆ เพราะเดิมนั้นการผูกขาดธุรกิจการเงินทำให้นักธุรกิจจำนวนไม่น้อยสูญเสียโอกาสในการที่จะขยายธุรกิจของตนเพราะไม่สามารถผนวกเข้ากับเครือข่ายทุนการเงินเดิมได้ โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่นจึงเปิดกว้างมากขึ้นหลัง พ.ศ. 2540
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่นๆ ของกลุ่มธุรกิจ การเติบโตของภาคการผลิตเล็กๆ น้อยๆ และภาคการผลิตแบบไม่เป็นทางการนี้จึงเป็นการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากวิกฤติ พ.ศ. 2540 อย่างรวดเร็ว
รัฐบาลทักษิณมีฐานที่สำคัญอยู่ที่กลุ่มทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็วหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 และกลุ่มทุนนี้ล้วนแล้วแต่เคยมีความคับข้อง/คับแค้นใจกับกลุ่มทุนการเงินเดิม (ที่ดำเนินธุรกรรมการเงินทุนนิยมแบบพรรคพวก: Crony Capitalism) จึงถือได้ว่าเป็นกลุ่มทุนนอกโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ
เมื่อรัฐบาลทักษิณขึ้นมามีอำนาจ กุนซือที่คร่ำหวอดอยู่กับการพัฒนาชนบทและปัญญาชนที่เคยมีบทบาทในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ และได้ผลักดันให้รัฐบาลขยายบทบาทของรัฐทางด้านการบริการไปสู่คนกลุ่มใหม่กลุ่มนี้เพื่อที่จะยึดเอาไว้เป็นฐานเสียงทางการเมือง ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็วเพราะสอดคล้องกับความหวังในการเลื่อนฐานะของผู้คนจำนวนมากในสังคม กล่าวได้ว่ารัฐบาลทักษิณได้ทำให้เกิด “การเมืองเรื่องความหวัง” (Politic of Hope) ขึ้นมาและเป็นความหวังในสถานะของ “พลเมือง” ที่รัฐมีพันธะกิจที่จะต้องจัดสรรให้
หลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง ด้านหนึ่ง โครงสร้างการประสานอำนาจในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบหมดพลังลงไป อีกด้านหนึ่ง ได้ทำให้เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมาในสังคมอย่างน้อยสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่กลุ่มธุรกิจที่หลุดพ้นออกจากการควบคุมของทุนการเงินเดิม อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนมหาศาล ได้แก่ ผู้ประกอบการรายย่อย/กลาง ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจไม่เป็นทางการ
กลุ่มชนชั้นนำในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบโดยเฉพาะกลุ่มทุนเริ่มอึดอัดและไม่พอใจกับสภาวะที่กลุ่มตนสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้นๆ ประกอบกับการดำเนินธุรกิจของคนในรัฐบาลทักษิณและตัวทักษิณเองได้ละเมิดกติกาบางอย่างของธรรมาภิบาล เช่น การดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อน (นโยบายเหมาะสมถูกต้องแต่กลุ่มตนเองกลับเป็นคนทำ : พูดเรื่องสายการบินราคาถูกเพื่อให้คนจำนวนมากได้ใช้ แต่กลุ่มทุนของตนเป็นเจ้าของ) จึงได้ขยายผลในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนออกไปสู่สังคมวงกว้าง
คนชั้นกลางจำนวนมากที่เติบโตขึ้นมาจากระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบก็เห็นว่าประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนี้เป็นเรื่องใหญ่ และได้ร่วมมือประสานกันหลายฝ่ายจนสามารถทำให้เกิดการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549
กลุ่มชนชั้นนำในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบและกลุ่มคนชั้นกลางมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม จึงคิดแต่เพียงว่าหลังรัฐประหาร และการยุบพรรคของทักษิณ ก็จะยุติเรื่องทั้งหมดได้ แต่คนกลุ่มใหม่ที่เติบโตภายใต้ "การเมืองเรื่องความหวัง" ของทักษิณกลับไม่ยินยอมให้เรื่องจบง่ายๆ แบบเดิม การต่อสู้ทางการเมืองของการเมือง “ไพร่-อำมาตย์” จึงเข้ามาแทนที่การปกครองระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ
การต่อสู้ทางการเมืองนี้ยังไม่จบสิ้น และไม่รู้ว่าจะกินระยะเวลาไปอีกยาวนานเท่าไร แต่ที่รู้แน่นอนก็คือการเมืองระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นจบลงแล้ว









