วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติมีไว้ตั้งสติ อย่าให้เมกะโปรเจคลอยนวล

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าววิกฤติพลังงาน และการจัดการน้ำขนาดมหึมา ถ้าเสพบ่อยๆ ก็พึงตั้งสตินะครับ เพราะเหมือน (ถูกกรอก) ว่าเราตกใน "สังคมของค

เพราะเหมือน (ถูกกรอก) ว่าเราตกใน "สังคมของความเสี่ยง" เดี๋ยวก็กลัวว่าจะไม่มีพลังงานไฟฟ้าพอใช้ จนกระทั่งไฟฟ้าตก (หรืออาจถึงขั้นต้องเวียนกันดับไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่) รวมถึงว่าต้องเร่งสร้างเมกะโปรเจกต์จัดการน้ำ ไม่เช่นนั้นปีต่อๆ ไปก็ต้องอยู่กันอย่างสยองภัยน้ำท่วมอีก

แม้ว่าหน้าแรกของมันคือความพรั่นพรึง อย่างที่คนกล่าวอาจต้องการ อย่างไรเสีย วิกฤติก็ไม่ใช่ด้านร้ายเสียอย่างเดียว ก็เป็นด้านบวกด้วยครับ เป็นโอกาสให้ต้องทบทวนตนเอง อย่างน้อยก็เหมือนคนป่วยที่นอนพะงาบๆ บนเตียง ที่มีเวลาว่างคิดว่าจะเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิมอย่างไร ไม่ใช่นอนรอความตายอย่างเดียว

กระนั้น ทางพ้นจากวิกฤติที่ดูสำเร็จรูป ก็อาจจะหาใช่ทางรอดจากวิกฤติแบบเสร็จสรรพ อาจเข้าทำนองหนีเสือปะจระเข้ แต่จะเข้าใจก็ต้องตั้งสติทบทวนเอา

กรณีน่าสนใจเช่น หลังจากวิกฤตินิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมะ อย่างน้อยสังคมญี่ปุ่นก็ได้ช่องว่างตั้งสติคิดว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตพลังงานของตน และยังส่งผลสะเทือนไปถึงเยอรมนี ให้ปรับทิศทางการผลิตพลังงานในอนาคต

หากว่ากันไปทีละประเทศ เอาจากประสบการณ์ที่ผมได้ไปญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้ว ญี่ปุ่นหลังฟุคุชิมะนั้นน่าสนใจที่ว่า ก่อนหน้าเกิดวิกฤติ มหานครโตเกียวพึ่งพาพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะอยู่มากโขนัก (เจ้าของคือ Tokyo Electric Power Company หรือที่รู้จักกันว่า TEPCO) แต่เมื่อเกิดวิกฤติ แต่ละเขตต้องผลัดกันดับไฟฟ้า รวมถึงมาตรการประหยัดไฟฟ้าสารพัด แต่ที่สำคัญ รัฐบาลท้องถิ่นโตเกียวเห็นว่าการพึ่งพาพลังงานจากรายใหญ่ไม่กี่รายนั้นเสี่ยงเกินไปอย่างยิ่ง รัฐบาลท้องถิ่นโตเกียวตัดสินใจว่า ต้องเปลี่ยนทิศทางการผลิตพลังงาน โดยให้โตเกียวสามารถพึงอยู่ได้ด้วยตนเองระดับหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่นโตเกียวจึงตัดสินใจลงทุนกับการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดกลางและเล็กเพื่อให้แต่ละเขตย่อยสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในเรื่องพลังงาน (ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่พร้อมคิดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร)

กรณีเยอรมนีนั้นก็น่าสนใจครับ ที่ผมได้รับทราบมาจากศาสตราจารย์เยอรมันและเพื่อนนักวิทยาศาสตร์พอสรุปความได้ว่า พอหลังจากวิกฤติฟุคุชิมะ เยอรมนีในฐานะชาติที่มีหัวคิดก็คิดทบทวนอนาคตพลังงานตนเองด้วย แล้วตัดสินใจตั้งความหวังเอาไว้อย่างสูง โดยหวังว่าในปี ค.ศ. 2050 พลังงานกว่าร้อยละ 80 จะมาจากพลังงานหมุนเวียน และบัดนี้ เยอรมันก็มีกระบวนการชัดที่จะขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้น อย่างแรก เขาออกแบบตลาดเพื่อจะลดอำนาจของผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่สี่รายลง และอุดหนุนให้รายย่อยจ่ายพลังงานหมุนเวียนเข้าไปในระบบได้มากขึ้น ขณะนี้พลังงานทางเลือกเกินกว่าครึ่ง ผลิตจากรายย่อยที่เป็นท้องถิ่นและกลุ่มคนครับ เรื่องประทับใจก็เช่น ครูมัธยมระดมทุนร่วมกับนักเรียนไปเช่าหลังคาตึกเพื่อติดแผงโซลา เพื่อผลิตไฟฟ้าจ่ายเข้าระบบและได้รับรายได้กลับมา นี่คืออย่างแรกนะครับ ส่วนอย่างที่สองคือ เขาลงทุนอย่างยิ่งไปกับการวิจัยเพื่อปรับปรุงเครือข่ายจ่ายไฟฟ้า (grid system) ให้สามารถรองรับรายย่อยได้มากขึ้น (ปัจจุบันระบบไฟฟ้าเก่าไม่สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนรายย่อยได้มาก เพราะว่าเสถียรภาพของระบบที่จะลดลง)

จากสองกรณีจึงเห็นได้ว่า การมองอนาคตนั้น เขามองทิศทางของทั้งระบบเทคโนโลยีและระบบสังคมร่วมกัน

เรื่องนี้สำคัญนะครับ เพราะเรามักมองมักง่ายเห็นเทคโนโลยีเป็นตัวสำเร็จรูป ลงทุนไปเยอะๆ โดยไม่ได้ตั้งสติคิดว่า สังคมที่มีเทคโนโลยีนั้นอยู่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แน่นอนว่าเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจสร้างความคุ้มทุนได้ แต่ว่าเราต้องกล้าคิดว่าเราไม่ได้อยากเป็น "สังคมราคาถูก" ไม่ได้ต้องการแค่ความคุ้มทุนเท่านั้น เรามีศักดิ์ศรี เราอยากพึ่งพาตนเอง เราอยากเป็นผู้ประกอบการ เราอยากเห็นการกระจายรายได้ที่ดีขึ้นและลดการผูกขาดลง

ในญี่ปุ่น กรณีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กนั้น บางชุมชนถือว่าเป็นหัวใจหลักของการหารายได้และเป็นการจัดระบบเศรษฐกิจและระบบนิเวศของเขาทีเดียว เช่น โรงไฟฟ้าจากขยะอินทรีย์ หรืออย่างเยอรมนีก็เช่นกัน อย่างเช่นความคิดริเริ่มของครูมัธยมที่เล่าไปแล้ว

ขณะที่ระบบขนาดใหญ่นั้น แม้ว่าโดยราคาต่อหน่วยจะถูก แต่ก็มีต้นทุนทางสังคมอีกมาก อาทิเช่น ขนาดที่ใหญ่ทำให้เราต้องพึ่งพิงอย่างเสียไม่ได้ และอกสั่นขวัญแขวนเป็นระยะ (เช่นกลัวว่าถ้าแหล่งก๊าซไม่ส่งก๊าซมา ไฟฟ้าจะตกหรือไม่) และนอกจากนี้ ระบบขนาดใหญ่ ยังทำให้การตรวจสอบของประชาชนต่อเรื่องความปลอดภัยยากขึ้น ระบบซับซ้อนเกินไปกว่าคนทั่วไปจะเข้าใจได้ ตรวจวัดได้ ต้องฝากเอาไว้กับผู้เชี่ยวชาญ หากสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือถ่านหิน ในสภาพสังคมเช่นนี้ ก็คงไม่พ้นวงจรของความไม่ไว้วางใจและรายใหญ่อย่างเดิมๆ

ไม่ใช่แค่เรื่องไฟฟ้านะครับ การจัดการน้ำก็ต้องเป็นประเด็นด้วย อย่าว่าอะไรเลย แต่โบราณ ปรัชญาจีนที่แตกต่างกันมองแนวทางการจัดการน้ำที่ต่างกัน ในตอนบนของจีนที่แนวขงจื๊อเป็นปรัชญาหลัก การใช้โครงสร้างควบคุมน้ำให้ได้นั้นจัดว่าสำคัญ ทว่าในตอนใต้ของจีนที่เล่าจื๊อเป็นหลัก กลับโอนอ่อนผ่อนตามน้ำ วิถีชีวิตและการเกษตรปรับตัวตามน้ำเป็นสำคัญ ส่วนในปัจจุบัน รัฐบาลจีนที่รวมศูนย์และเข้มแข็ง ก็สร้างระบบจัดการน้ำขนาดใหญ่สำแดงพลานุภาพโดยไม่เกรงใจใคร (แม้แต่การที่ประเทศอื่นที่ต้องใช้ลำน้ำโขงร่วมกัน)

ดังนั้น สำหรับบ้านเมืองเรา ที่ว่าเมกะโปรเจกต์ขนาด 350,000 ล้านบาทนั้น สมมติว่าป้องกันน้ำท่วมได้ แต่จะเป็นระบบที่ทำให้สังคมเราเป็นแบบใด เราต้องพึ่งพิงหรือฝากอนาคตบริษัทขนาดใหญ่หรือไม่ โดยที่เป็นต่างชาติเสียด้วย ฝากเอาไว้กับผู้เชี่ยวชาญเกินกว่าจำเป็นเสียอีก แถมงบขนาดใหญ่ มัดเป็นก้อนเดียว ยังเอื้อแต่ทุนขนาดใหญ่ นายหน้าขนาดใหญ่ และอาจก่อให้เกิดความไม่โปร่งใสในการใช้งบอีก ทั้งที่ในบางพื้นที่ การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องพึ่งโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่อาศัยการจัดการเชิงวัฒนธรรมและเชิงนิเวศก็ได้ ก็อย่างที่ข่าวออกมาแล้วครับว่า JICA เสนอว่า โครงการจัดการน้ำที่แท้จริงนั้น สามารถตัดลดงบลงกว่าครึ่งได้ ถ้าเราลดเอาสิ่งก่อสร้างที่เกินความจำเป็นออกไป และเอาสังคม-วัฒนธรรมเข้ามาจัดการแทน

เทคโนโลยีไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่สังคมต้องกล้านึกถึงสังคมที่ตนต้องการ และตั้งเป็นวาระการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกัน

วิกฤติเป็นโอกาสให้เราได้ทบทวนครับ ไม่ใช่ให้เราสังคมเราหาแต่หลักพึ่งพิงสำเร็จรูปด้วยความกลัว แล้วก็กำหนดอนาคตตนเองไม่ได้สักที