วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งวงเสวนาแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ไทยในพม่า

วันก่อน นัดหมายกับเหล่าบรรดา CEOs ของบริษัทไทยที่สนใจลงทุนในพม่า ตั้งวงสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเห็น

ได้ข้อมูลและความรู้ใหม่ ๆ อันเป็นประโยชน์ยิ่ง

เราไปพบปะกันที่บริษัทล็อกซเล่ย์ โดยคุณวสันต์ จาติกวณิช, รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, กรุณาเป็นเจ้าภาพ และคุณชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ที่ปรึกษาคนสำคัญของล็อกซเล่ย์เป็นหัวเรือสำคัญในการตั้งวงเสวนากันคราวนี้

ผู้ประกอบการประมาณ 30 คนล้วนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ทำธุรกิจและปฏิสัมพันธ์กับพม่าในช่วงหลังที่ประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกแห่งนี้กำลังฮอต

คนทำเรื่องอสังหาริมทรัพย์บอกว่าค่าเช่าสำนักงานที่ย่างกุ้งกำลังร้อนสุด ๆ...เมื่อไม่กี่เดือนก่อน, ค่าเช่าออฟฟิศกลางกรุงที่ราคา 25 เหรียญต่อตารางเมตรวันนี้ขึ้นไปที่ 65 เหรียญแล้ว และทำท่าว่าจะพุ่งไปถึง 100 เหรียญด้วยซ้ำ

เหตุเพราะเนื้อที่สำนักงานที่จะให้เช่าในมาตรฐานนี้มีจำกัดและไม่เพียงพอกับความต้องการที่พุ่งพรวดพราดขึ้นมากระทันหัน

ผู้บริหารบริษัทอสังหาฯ ที่คุ้นเคยกรุงเทพฯ และเพิ่งไปเปิดตลาดที่พม่าบอกว่า “จำนวนเนื้อที่สำนักงานที่พร้อมจะให้เช่าในกรุงย่างกุ้งนั้น รวมกันแล้วมีแค่ 1 ใน 3 ของตึกเอ็มไพร์ในกรุงเทพนี่เอง...”

นักธุรกิจอีกคนหนึ่งบอกว่าค่าโรงแรมที่ย่างกุ้งก็กำลังขยับขึ้นอย่างน่ากลัว ไม่แต่เพียงแพงอย่างเดียว หากแต่ยังจองห้องไม่ได้ด้วยซ้ำ

โรงแรมสามดาวสี่ดาวเคยมีสนนราคาอยู่ที่คืนละ 50-60 เหรียญ, วันนี้ถ้าเขายอมให้คุณพักที่ราคาคืนละ 150 เหรียญก็ต้องถือว่าคุณโชคดีมาก ๆ

อีกทั้งการจราจรบนท้องถนนของย่างกุ้ง ก็แออัดยัดเยียดอย่างเหลือเชื่อ ต่างกับเมื่อสองสามปีก่อนราวฟ้ากับดิน

นักธุรกิจพม่าคนหนึ่งพูดทำนองทีเล่นทีจริงกับหุ้นส่วนคนไทยว่า “พอประเทศผมเป็นประชาธิปไตย, การทำมาค้าขายก็ยากขึ้นเพราะอะไร ๆ แพงขึ้นอย่างมากและการแข่งขันก็ดุเดือดมากยิ่งขึ้น”

รัฐบาลพม่ากำลังทำการสำรวจสำมะโนประชากรเป็นครั้งแรกใน 40 ปีโดยความช่วยเหลือขององค์การสหประชาชาติ ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตามบ้านช่อง 100,000 คน แต่ยังใช้วิธีเก่าที่บันทึกด้วยกระดาษและดินสออยู่

บริษัทไทยที่ไปเสนอใช้แทบแล็ตแทนเพื่อลดค่าใช้จ่ายและจำนวนคนลงได้อย่างมาก เข้าไปในจังหวะช้าไปหน่อย จึงเพียงแต่ได้เจอรัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองและประชากรเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันเท่านั้น

แต่การสำรวจสำมะโนประชากรจะเป็นกลไกให้ข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้านเพราะตัวเลขที่สำรวจครั้งสุดท้ายบอกว่าพม่ามีประชากร 60 ล้านคน วันนี้อาจจะอยู่ใกล้ ๆ กับของไทย ห่างกันก็คงไม่กี่ล้าน ถือว่าเป็นประเทศขนาดปานกลางที่มีศักยภาพสูงไม่น้อย

ผู้ที่เข้าออกพม่าเพื่อทำธุรกิจที่นั่นแนะนำวงสนทนาว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือการหา “หุ้นส่วนท้องถิ่น” ที่จะช่วยนำพาธุรกิจไปในทางที่ถูกต้อง อีกทั้งยังจะต้องอดทนและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีคิดและทำงานของคนพม่าที่อยู่ใต้ระบบเผด็จการทหารมาหลายสิบปี

นักธุรกิจต่างประเทศที่เข้าพม่าบ่นว่ากฎกติกาหลายเรื่องยังไม่มีความแน่ชัดและยังต้องมีการตีความกันอีกหลายขั้นตอน

“เช่นเราไม่อาจจะรู้ได้ว่าการจดทะเบียนสินค้าใหม่ที่นั่นต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะไม่มีใครบอกได้” หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุมบอก

มีคำแนะนำสำหรับผู้เข้าไปลงทุนทำธุรกิจพม่าวันนี้ว่าจะต้องพยายามสร้างความไว้วางใจต่อกัน เพราะคนพม่ามักจะรักษาคำพูด และมีความจำดี อีกทั้งยังมีความจริงใจในการคบหากับเพื่อนร่วมธุรกิจต่างประเทศ

พ่อค้าไทยคนหนึ่งที่ไปลงทุนผลิตและขายวัสดุก่อสร้างมาหลายปีบอกว่าโอกาสในพม่ายังมีอย่างมหาศาลเพราะการก่อร่างสร้างประเทศเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

“แต่ปัญหาใหญ่ของผมก็คือว่ายี่ห้อของสินค้าผมที่ขายดีในพม่าถูกพ่อค้าจีนลอกไปหน้าตาเฉยเลย และเราก็ทำอะไรไม่ได้...”

คำแนะนำที่ผมคิดว่ามีค่ามากคือความเห็นของนักธุรกิจที่มีประสบการณ์มากคนหนึ่งที่บอกวงเสวนาว่า

“ผมเชื่อว่าเราต้องช่วยคนพม่าให้เดินหน้าสู่เส้นทางเปิดประเทศอย่างเต็มที่ ให้สุด ๆ ไปเลยเพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้ว่าได้มาไกลขนาดนี้ ไม่สามารถจะถอยหลังกลับไปที่เดิมได้อีกแล้ว...”

ผมก็เชื่อว่าคนพม่าเองก็ตระหนักดีว่ามาถึงจุดนี้ เลี้ยวย้อนกลับมาที่เดิมไม่ได้อีกแล้วเป็นแน่นอน