วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2569

Login
Login

พลิกป่าให้เป็นเงิน โมเดลใหม่เปลี่ยน 'ธรรมชาติแอฟริกา' เป็นสินทรัพย์ทำเงินที่ยั่งยืน

ทุกวันนี้เรามักจะได้ยินคำว่า “อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ควบคู่ไปกับการขอรับบริจาคเงิน การทำกิจกรรม CSR ปลูกป่าวันเดียวแล้วจบไป หรือการมองผืนป่าเป็นเสมือน "ภาระ" งบประมาณของภาครัฐที่ต้องคอยเฝ้าระวังและดูแล

แต่ในความเป็นจริง ทรัพยากรธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐานที่ค้ำจุนเศรษฐกิจโลก ข้อมูลจาก สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ในปี 2563 ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP โลกล้วนต้องพึ่งพาธรรมชาติและระบบนิเวศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และหากทั่วโลกสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจที่เป็นบวกต่อธรรมชาติ” (Nature-Positive Economy) ได้สำเร็จ จะสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้สูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมทั้งสร้างงานใหม่ได้เกือบ 400 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573

คำถามคือ ในเมื่อธรรมชาติมีค่ามหาศาลขนาดนี้ ทำไมที่ผ่านมาเงินทุนจากภาคเอกชนและนักลงทุนรายใหญ่ ถึงไม่ค่อยไหลเข้าสู่ภาคการอนุรักษ์อย่างที่ควรจะเป็น?

เมื่อผืนป่าไม่ได้เก่าลง แต่ ‘งอกเงย’ ขึ้นทุกวัน

อุปสรรคสำคัญที่ผ่านมาคือ นักลงทุนมักมองว่าการอนุรักษ์ป่าไม้หรือสัตว์ป่าไม่มีผลตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้ แตกต่างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โรงงาน หรือโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า

ทว่า วันนี้มุมมองของนักลงทุนระดับโลกกำลังเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มมองว่าป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ และทุ่งหญ้าสะวันนา คือ "โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ" (Natural Infrastructure) ที่มีความพิเศษกว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มนุษย์สร้างขึ้น

ความพิเศษที่ว่าคือ โครงสร้างพื้นฐานทั่วไปอย่างถนนหรือตึกจะเสื่อมค่าและเสื่อมสภาพลงทันทีที่สร้างเสร็จ (Depreciation) แต่โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ หากได้รับการปกป้องและจัดการอย่างถูกวิธี มันจะสามารถ "ฟื้นฟูตัวเองและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ" (Regenerative) ยิ่งเวลาผ่านไป ความหลากหลายทางชีวภาพยิ่งสมบูรณ์ขึ้น ป่าไม้ดูดซับคาร์บอนได้มากขึ้น แหล่งน้ำสะอาดขึ้น ซึ่งหมายถึงมูลค่าของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การอนุรักษ์ป่าจึงไม่ใช่รายจ่ายที่สูญเปล่าอีกต่อไป แต่เป็นการบริหารสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในตัวเอง

"Blended Finance" สูตรผสมทางการเงินที่ลดความเสี่ยง

การจะดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนเข้าไปในพื้นที่ป่าไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเกิดแนวคิดการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า "Blended Finance" หรือ การเงินแบบผสมผสาน

โมเดลนี้คือการเอาเงินทุนจากหลายๆ แหล่งมารวมกัน โดยใช้ "เงินบริจาคหรือเงินทุนเพื่อการกุศล" มาเป็นตัวเปิดทางในช่วงแรก เงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ทำเรื่องยากๆ ที่ภาคเอกชนไม่อยากเสี่ยง เช่น การศึกษาพื้นที่ การออกแบบระบบธรรมาภิบาล การทำความเข้าใจกับชุมชนท้องถิ่น และการเคลียร์ข้อกฎหมาย

เมื่อฐานรากเหล่านี้มั่นคงและปลอดภัยเพียงพอแล้ว "เงินทุนจากภาคเอกชน" ที่หวังผลตอบแทนก็จะกล้าไหลเข้ามาลงทุน เพราะความเสี่ยงต่างๆ ได้ถูกจัดการไปแล้วเรียบร้อย

ถอดบทเรียน ‘ซิมบับเว’ จากป่าเสื่อมโทรมสู่ธุรกิจร้อยล้าน

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดเกิดขึ้นที่โครงการ Middle Zambezi Conservation Project ในลุ่มแม่น้ำแซมเบซี ประเทศซิมบับเว ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าและอนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่กว่า 126,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 7.8 แสนไร่)

ในอดีต โครงการอนุรักษ์แบบนี้ถ้าไม่พึ่งเงินบริจาคจากต่างประเทศ ก็ต้องพึ่งพาเงินจากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว พอเจอวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาดที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป โครงการก็มักจะล่มสลาย

แต่ผู้พัฒนาโครงการนี้อย่าง Natural Capital ได้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยการเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาว 25 ปีร่วมกับหน่วยงานจัดการอุทยานของซิมบับเว เพื่อความมั่นคงในการทำธุรกิจ แล้วเปลี่ยนป่าผืนนี้ให้กลายเป็น "แพลตฟอร์มการลงทุนในทุนธรรมชาติที่หลากหลาย" ด้วยการสร้างรายได้จากหลายทางพร้อมกัน ได้แก่

  1. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (Ecotourism): ที่จำกัดจำนวนคนและเน้นกลุ่มกระเป๋าหนัก
  2. ตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Markets): ขายสิทธิ์การกักเก็บคาร์บอนให้กับบริษัทระดับโลกที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  3. เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credits): กลไกใหม่ที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการปกป้องสิ่งมีชีวิตในพื้นที่
  4. ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว: การสร้างอาชีพและผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชน

ปัจจุบัน โครงการนี้สามารถระดมทุนจากภาคเอกชนได้แล้วกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินรายได้เหล่านั้นก็กำลังไหลกลับคืนสู่รัฐบาลและชุมชนท้องถิ่นผ่านค่าธรรมเนียมเตียงนอนนักท่องเที่ยว ค่าเช่าพื้นที่ และการจ้างงาน ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่า "การเก็บป่าไว้ สร้างรายได้มากกว่าการตัดไม้ทำลายป่า"

หันมองประเทศไทยเราอยู่ตรงไหนในสมการนี้?

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ประเทศของเรามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค และเรามีนโยบายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน

  • ความพร้อมด้านคาร์บอนเครดิต: ประเทศไทยมี องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ที่คอยขับเคลื่อนโครงการ T-VER (โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย) ซึ่งช่วยให้ชุมชนและเอกชนที่ปลูกป่าสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปซื้อขายได้จริง
  • แต่จุดที่ไทยยังต้องพัฒนา: โครงสร้างทางกฎหมายของไทยยังไม่เปิดช่องให้เอกชนเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในลักษณะ "สัมปทานหรือเช่าระยะยาวเพื่อการอนุรักษ์และแบ่งปันผลประโยชน์" ได้อย่างเสรีเหมือนในแอฟริกา รูปแบบส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่แค่การสนับสนุนป่าชุมชน หรือการทำ CSR ร่วมกับกรมป่าไม้ ซึ่งมักจะเป็นโครงการระยะสั้นและขาดแรงจูงใจในการสร้างรายได้แบบหมุนเวียน (Circular Revenue)  นอกจากนี้ยังมีโครงการในรูปแบบชุมชนที่มีส่วนร่วมในการดูแลป่าได้อย่างยั่งยืน อย่าง พื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ที่ทำร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

หากประเทศไทยต้องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลกเพื่อมาฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน เราอาจต้องศึกษาโมเดลของแอฟริกาในการสร้าง "ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจนและมีกฎหมายคุ้มครอง" เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนธรรมชาติของไทย กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างทั้งงาน สร้างรายได้ และปกป้องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป