“น้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็ง” (GLOF) กลายเป็นภัยพิบัติที่ต้องจับตา เพราะน้ำแข็งทั่วโลกละลายเร็วจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หวั่นเกิดเหตุซ้ำรอยที่ทิเบตและเนปาล
KEY POINTS
- ปรากฏการณ์ "น้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็ง" (GLOF) เกิดจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว จนเขื่อนธรรมชาติที่กั้นทะเลสาบพังทลายลงมา
- ภัยพิบัตินี้เป็นภัยคุกคามทั่วโลก โดยมีประชากรกว่า 15 ล้านคนอาศัยในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในเปรู อินเดีย จีน และปากีสถาน
- GLOF เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนทางธรรมชาติ ทำให้ระบบเตือนภัยน้ำท่วมส่วนใหญ่ใช้การไม่ได้ และสร้างความเสียหายรุนแรงดังเหตุการณ์ในทิเบตและเนปาล
เหตุการณ์ “น้ำท่วมครั้งใหญ่” ในทิเบตและเนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิตทะลุ 1,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 2,400 คน โดยต้นเหตุของภัยพิบัตินี้เกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง จนทำให้เกิดมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “น้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็ง” หรือ “GLOF” (Glacial Lake Outburst Flood) กลายเป็นภัยธรรมชาติใหม่ที่น่ากลัว สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทุกมุมโลก
น้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็ง
ตามธรรมชาติแล้ว เมื่อธารน้ำแข็งละลายจะกลายเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็ง โดยจะมีเศษหินดินทรายและมวลน้ำแข็งที่ไม่มีความมั่นคงคอยกั้นไว้ เปรียบเสมือนเป็น “เขื่อนธรรมชาติ” เมื่อสิ่งกีดขวางตามธรรมชาติเหล่านี้สูญเสียความมั่นคง ไม่ว่าจะจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือสาเหตุใดก็ตาม มันจะกระตุ้นให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็ง หรือ GLOF ขึ้นมาทันที
นอกจากนี้ การพังทลายของธารน้ำแข็งบางส่วนยังสามารถเข้าไปกีดขวางแม่น้ำไว้ชั่วคราว ก่อนที่เขื่อนธรรมชาติจะพังทลาย และส่งมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าซ้ำเติมลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ตามที่เจซุส เรเวลโต นักวิจัยจากสถาบันนิเวศวิทยาแห่งพิเรนีส (IPE-CSIC) กล่าว
การพังทลายของธารน้ำแข็งในเนปาล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเท่ากับพลังงานของแผ่นดินไหวขนาด 5.2 แมกนิจูด ยาค็อบ สไตเนอร์ นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยกราซ ซึ่งทำงานอยู่ในบังกลาเทศ ได้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและระบุว่า ธารน้ำแข็งส่วนล่างได้แตกหลุดออกไปทั้งหมด ราวกับถูกมีดขนาดใหญ่ตัดขาด
ภาพดาวเทียมก่อนและหลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน
จากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็ง
เครดิตภาพ: Planet Labs PBC/Handout
สตีเฟน ฮิกส์ นักแผ่นดินไหววิทยาจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน คำนวณมวลสารที่ถล่มลงมาว่ามีน้ำหนักเกือบ 400 ล้านเมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการที่ “ตึกเอ็มไพร์สเตต” จำนวน 1,000 ตึก พังถล่มลงสู่หุบเขาพร้อมกัน และปลดปล่อยพลังงานเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 1,000 ตัน
ภัยพิบัติครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนทางธรรมชาติ ปราศจากพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งทำให้ระบบตรวจวัดและเตือนภัยน้ำท่วมเกือบทั้งหมดในโลกใช้การไม่ได้ โดยเอเดรียน แมคคัลลัม จากมหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ กล่าวว่า ชุมชนที่ตั้งอยู่ใต้ธารน้ำแข็งในปัจจุบันกำลังอยู่กับ “ระเบิดเวลา” ที่ประชาชนไม่สามารถหนีจากมวลโคลนผสมหินเหล่านี้ได้ทัน แม้จะใช้พาหนะก็ตาม
จุดเริ่มต้นของการถล่มนี้ อยู่บนหน้าผาทางทิศเหนือของยอดเขาลังตังลีรุง ยอดเขาสูงในเนปาลใกล้ชายแดนทิเบตที่ความสูงประมาณ 5,200 เมตร โดยแดเนียล ชูการ์ นักธรณีสัณฐานวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลการี วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและระบุว่า ส่วนล่างของธารน้ำแข็งขนาดประมาณ 0.2 ตารางกิโลเมตร ได้แตกหักและร่วงหล่นลงมาในแนวดิ่งเป็นระยะทางถึง 1.2 กิโลเมตร กระแทกเข้ากับพื้นหุบเขาด้านล่างอย่างรุนแรง ระดับน้ำในแม่น้ำตามเขตภัยพิบัติพุ่งสูงขึ้นถึง 9 เมตร ภายในเวลาเพียง 30 นาที
น้ำท่วมในครั้งนี้ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแก่บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ รวมถึงถนน สะพาน อาคาร ตลอดจนเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ ซึ่งทำให้การผลิตไฟฟ้าของประเทศหายไปทันที 10%
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ทั่วโลก
“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ทำให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น จนทำให้ น้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็งกลายเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั่วโลก จากแผนที่ความเสี่ยง GLOF ระดับโลกฉบับแรกซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2566 ระบุว่า มีประชากรกว่า 15 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของภัยน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง โดยกว่าครึ่งอาศัยหนาแน่นอยู่ในสี่ประเทศ ได้แก่ เปรู อินเดีย จีน และปากีสถาน
ฮวน อิคนิซิโอ โลเปซ ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งจาก IPE-CSIC อธิบายว่า ธารน้ำแข็งทั่วโลกลดขนาดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2493 และอัตราการละลายเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการละลายของน้ำแข็งในช่วง 25 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 นี้ ยังพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วง 25 ปีก่อนหน้า
การละลายของธารน้ำแข็งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเนื่องโดยตรงต่อระบบนิเวศและปริมาณน้ำสะสม นับแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา จำนวนและขนาดพื้นที่ผิวของทะเลสาบธารน้ำแข็งได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น จะทำให้เขื่อนธรรมชาติเกิดความไม่มั่นคง และส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการเกิดเหตุการณ์ GLOF ทั่วโลกต่อปีเพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าตัว โดยพุ่งขึ้นจาก 7.6 ครั้งต่อปีในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 สู่ 43.7 ครั้งต่อปีในช่วงทศวรรษ 2550
ฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยเวียนนาพบว่า มีเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็งเกิดขึ้นมากถึง 3,151 ครั้ง ระหว่างปี 1393-2565 ใน 27 ประเทศทั่วโลก พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เกิดภัยพิบัตินี้ ได้แก่ อเมริกาเหนือ, เอเชียกลาง, เทือกเขาแอลป์ และเทือกเขาแอนดีส
โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในเปรูเมื่อปี 2484 เมื่อมวลธารน้ำแข็งถล่มลงสู่ทะเลสาบก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ทำลายเขื่อนดินธรรมชาติ และกวาดเมืองฮัวราซ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,800 ราย
“เปรู” เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดเนื่องจากเป็นแหล่งกักเก็บธารน้ำแข็งเขตร้อนสูงถึง 68% ของโลก และการที่อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เปรูสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งเขตร้อนไปแล้ว มากกว่าครึ่งหนึ่งในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยสถาบันวิจัยธารน้ำแข็งและระบบนิเวศภูเขาแห่งชาติของเปรู (INAIGEM) ได้ทำการประเมินความปลอดภัยระดับชาติและเตือนว่า มีทะเลสาบในแถบเทือกเขาแอนดีสอย่างน้อย 58 แห่งที่อยู่ในระดับอันตรายขั้นวิกฤติสูงมาก
เปาลา โมสเชลลา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยธารน้ำแข็งของ INAIGEM ระบุว่า จากข้อมูลแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณเทือกเขาคอร์ดิลเลรา บลันกา พบว่า หากเกิดดินหรือน้ำแข็งถล่มลงสู่ทะเลสาบปัลกาโกชา ซึ่งตั้งอยู่เหนือเมืองฮัวราซ จะเป็นอันตรายและส่งกระทบต่อชีวิตผู้คนมากกว่า 27,000 คนในพื้นที่
ขณะที่ เบนจามิน โมราเลส วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เตือนว่าจำเป็นต้องมีการวางแผนระบายน้ำ เพื่อลดระดับความเสี่ยงของทะเลสาบที่เปราะบางเหล่านี้
ผลกระทบของภาวะโลกร้อน ยังส่งผลกระเทือนอย่างลึกซึ้งต่อเปลือกโลกด้วย บิล แมคไกวร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านภัยพิบัติทางธรณีฟิสิกส์และภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) อธิบายว่า การสูญเสียน้ำหนักกดทับของธารน้ำแข็งมหาศาล กำลังปลดล็อกและลดแรงกดทับบนรอยเลื่อนที่เคยสงบนิ่งใต้เปลือกโลก ซึ่งกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวได้ง่ายขึ้น เช่นในรัฐอะแลสกา และอาจส่งผลในลักษณะเดียวกันต่อเทือกเขาหิมาลัย แอนดีส กรีนแลนด์ รวมถึงเทือกเขาแอลป์ แผ่นดินไหวที่มีสาเหตุมาจากการละลายของน้ำแข็งสามารถกระตุ้นให้เกิดดินถล่ม ธารน้ำแข็งถล่มครั้งใหญ่ และการพังทลายของอ่างเก็บน้ำตามที่ราบสูงตามมา
อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีความพร้อมในการป้องกันและเตือนภัยพิบัติแตกต่างกันออกไป ตามฐานะทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น สวิตเซอร์แลนด์สามารถอพยพย้ายหมู่บ้านบลัทเทนได้ทันท่วงทีก่อนเกิดน้ำแข็งถล่มนานถึง 2 วัน เนื่องจากมีการติดตั้งระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยเซ็นเซอร์อย่างเพียบพร้อม
ในทางตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเนปาล อินเดีย และปากีสถาน กลับเผชิญความท้าทายมากกว่า เนื่องจากมีภูมิประเทศที่ซับซ้อน ชันกว่า อีกทั้งยังขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็นต่อการติดตาม และประเมินพฤติกรรมของภูเขาทุกแห่งอย่างครอบคลุม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเนปาลในปัจจุบันกลายเป็น “ความปรกติใหม่” ที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจมีเวลาในการเตรียมตัวอพยพและเอาตัวรอดเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น หลังจากที่เศษหินดินทรายเริ่มเคลื่อนตัว ดังนั้นการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า การประสานงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับภูมิภาค จึงเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาชีวิตของประชาชน ก่อนที่ความเสียหายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จะรุนแรงเกินกว่าจะรับมือ
ที่มา: El Pais, PBS, Reuters, The Economic Times, The Guardian





