การเดินเข้าป่าของชาวบ้านวันนี้เปลี่ยนไป จากที่เคยเข้าไปหาเห็ดหรือตัดไม้ วันนี้พวกเขากลายเป็น "นักวัดป่า" มืออาชีพที่ใช้สายวัดและเข็มทิศเป็นอาวุธ มาร่วมถอดรหัสวิธีกักเก็บอากาศให้กลายเป็นงบประมาณพัฒนาหมู่บ้าน พร้อมเปิดพิกัดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ที่เกิดจากความร่วมใจของคนในชุมชน
ถ้าใครได้มีโอกาสไปเยือนพื้นที่ป่าชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ในช่วงนี้ อาจจะแปลกตาไปสักหน่อยที่เห็นชาวบ้านจับกลุ่มกันลุยป่าพร้อมอุปกรณ์แปลกๆ ทั้งโดรน สายวัด และเข็มทิศ ซึ่งจะพาไปเจาะลึกแบบ "เล่าสู่กันฟัง" ว่ากว่าที่อากาศบริสุทธิ์ในป่าจะกลายเป็น "คาร์บอนเครดิต" ที่สร้างรายได้ให้ชุมชนได้นั้น เขาทำกันอย่างไร และมันละเอียดลออขนาดไหนกันเชียว
เปิดสูตรการ "วัดอากาศ" ที่ละเอียดทุกตารางนิ้ว
ปฐมพร ทรงลิลิตชูวงศ์ ผู้จัดการโครงการอาวุโส มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้เล่าให้ฟังว่าการวัดคาร์บอนเครดิตไม่ใช่การกะเกณฑ์ด้วยสายตา แต่มันคือวิชาวิทยาศาสตร์ที่ชาวบ้านลงมือทำเองกับมือ โดยมีขั้นตอนที่ละเอียดจนดังนี้
1. ส่องจากฟ้าก่อนลงพื้น: ทีมงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะใช้เทคโนโลยี ภาพถ่ายดาวเทียมและโดรน บินสำรวจเหนือผืนป่าเพื่อจำแนกประเภทป่า (เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ) และดูความหนาแน่นของเรือนยอด โดยแบ่งเกณฑ์ความหนาแน่นเป็น 3 ระดับ คือ หนาแน่นมาก ปานกลาง และน้อย เพื่อให้การสุ่มวางแปลงตัวอย่างครอบคลุมสภาพป่าจริงๆ ทั้งหมด
2. กางมุ้งวางแปลง "1 ไร่": เมื่อได้ข้อมูลภาพถ่ายแล้ว ทีมงานจะสุ่มวางแปลงตัวอย่าง โดยมีสูตรการวางตามสภาพพื้นที่
- พื้นที่ราบ: จะวางแปลงขนาด 40x40 เมตร (เท่ากับ 1 ไร่พอดี)
- พื้นที่ลาดชัน: จะปรับเป็น 20x80 เมตร หรือ 20x40 เมตร ตามความเหมาะสมของภูมิประเทศ เพื่อให้การเก็บข้อมูลไม่คลาดเคลื่อน
3. แบ่งแปลงย่อย "ตารางหมากรุก": ในแปลงใหญ่ขนาด 40x40 เมตรนั้น ยังต้องซอยย่อยเป็นแปลงเล็กๆ ขนาด 10x10 เมตร อีกจำนวน 16 แปลง เพื่อให้การเก็บข้อมูลเป็นระบบ ไม่ข้ามต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งไป โดยจะเริ่มวัดจากซ้ายไปขวา และถ้าเป็นที่ชันจะเริ่มจากบนลงล่างเพื่อไม่ให้คนวัดเหนื่อยเกินไปครับ
4. ทีมสำรวจ ในแต่ละแปลงจะมีทีมชาวบ้าน 5 คน แบ่งหน้าที่กันชัดเจน
- มือเข็มทิศ: คอยดูทิศทาง X-Y ไม่ให้แนวแปลงเบี้ยว
- มือจับสายวัด: ขึงเทปวัดระยะให้ตึงเป๊ะ
- มือตอกหมุด: ระบุหัวแปลงท้ายแปลงด้วยหมุดสีแดง
- มือวัดและติดแท็ก: คนนี้สำคัญสุด ต้องใช้สายวัดวัดขนาดต้นไม้ โดยวัดที่ระดับความสูง 1.3 เมตร (ระดับอก) พร้อมขีดชอล์กทำเครื่องหมาย และตอกแท็ก (Tag) ระบุเลขรหัสต้นไม้
- มือจดบันทึก: คอยลงรายละเอียดชื่อพันธุ์ไม้ ขนาด และความสูง เพื่อส่งไปเข้าสูตรคำนวณตามมาตรฐานสากล
5. เกณฑ์การคัดเลือกต้นไม้: ไม่ใช่ต้นอะไรก็ได้ที่จะถูกนับ และเขาจะเลือกวัดต้นที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 4.5 เซนติเมตรขึ้นไป (หรือเส้นรอบวง 14.2 เซนติเมตรขึ้นไป) ข้อมูลเหล่านี้จะถูกประเมินซ้ำทุกๆ 3 ปี เพื่อดูว่าป่าเติบโตขึ้นแค่ไหนและกักเก็บคาร์บอนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่
โดย "เราตกลงกับชุมชนว่า ต้องช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าเกิน 15% ไม่ว่าจะเป็นจากไฟป่าหรือการรุกที่ทำกิน... โครงการนี้เป็นระยะยาว จะมีการประเมินผลทุกๆ 3 ปี" ปฐมพรกล่าว
ในปัจจุบัน ชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน 16,385 ไร่ และพื้นที่ขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER 12,645.31 ไร่ ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน 1,761 ครัวเรือน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้อง 7,596 คน
เมื่ออากาศกลายเป็นเงินชาวบ้านได้อะไร?
ตะนุ สมนาม ประธานป่าชุมชนบ้านคำข่า เล่าด้วยรอยยิ้มว่า แม้ช่วงแรกจะมีการต่อต้านเพราะกลัวว่า "ป่าจะถูกขาย" หรือ "จะหาของป่าไม่ได้" แต่พอทำประชาคมจนเข้าใจว่านี่คือการ "จ้างเราดูแลป่า" ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เงินที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า (Market) ถูกนำมาบริหารจัดการอย่างโปร่งใสผ่านมติประชาคม 70% ซึ่งช่วยชาวบ้านได้จริงในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น
- สวัสดิการที่อุ่นใจ: ชุมชนนำเงินไปซื้อประกันอุบัติเหตุให้ชาวบ้าน และบำรุงวัด
- อาชีพใหม่จากป่า: เกิดกลุ่มทำ "ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด" ที่ใช้วัสดุเหลือทิ้งจากป่ามาสร้างรายได้เสริม
- ความปลอดภัยในชุมชน: มีงบติดตั้งหอกระจายเสียงและกล้องวงจรปิดในหมู่บ้าน
และป่าที่สมบูรณ์ขึ้นปัจจุบันปัญหาการลักลอบตัดไม้ลดลงอย่างมาก และที่สำคัญคือ "ไฟป่าไม่เกิดขึ้นเลย" เพราะทุกคนรู้ว่าป่าคือขุมทรัพย์ที่ต้องช่วยกันรักษา
"จากเมื่อก่อนเราไม่มีงบประมาณดูแลป่า เป็นจิตอาสาที่ช่วยกันรักษาป่า พอไฟไหม้ทีก็มีแต่ใจช่วยกัน... พอได้โครงการนี้เข้ามา ก็ถือว่าเป็นงบประมาณที่เข้ามาช่วยดูแลรักษาป่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ถือว่าเป็นโอกาสดีของพี่น้องในชุมชนเรา" ตะนุกล่าว
ก้าวต่อไปสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นผลพลอยได้ที่ยอดเยี่ยมคือ ป่าแห่งนี้กำลังเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวครับ มีการพัฒนา "เส้นทางศึกษาธรรมชาติ" ที่เดินทะลุถึงกันได้หลายหมู่บ้าน และมี "แปลงสาธิต" ไว้ให้แขกบ้านแขกเมืองได้ลองสัมผัสประสบการณ์ "กอดต้นไม้และวัดคาร์บอน" ด้วยตัวเอง กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนอำเภอหัวตะพานอย่างที่สุด


