วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘NEOM’ เมืองแห่งอนาคตของซาอุฯ ส่อแววล่ม งบบานปลาย ขาดเงินทุน ลดสเกลโครงการ

โครงการ NEOM ของซาอุดีอาระเบีย เผชิญวิกฤติการเงินและวิศวกรรมจนต้องลดสเกลการสร้างลง  แถมเผชิญการยกเลิกสัญญา การตรวจสอบทุจริตภายใน และข้อเรียกร้องสิทธิแรงงานต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • โครงการ NEOM เผชิญวิกฤตการเงินรุนแรงจากปัญหางบประมาณบานปลาย และขาดแคลนเงินทุนสนับสนุนจากต่างชาติ
  • รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจำเป็นต้องลดขนาดโครงการหลักอย่าง "The Line" ลงอย่างมาก จากความยาว 170 กิโลเมตร เหลือเพียง 2.4 กิโลเมตร
  • โครงการประสบปัญหาด้านวิศวกรรมจากดีไซน์ที่อาจสร้างไม่ได้จริง ประกอบกับปัญหาการบริหารจัดการที่ผิดพลาดและการทุจริตภายใน
  • มีการปรับเปลี่ยนแผนโดยหันไปให้ความสำคัญกับโครงการที่มีความเป็นไปได้และสร้างรายได้จริงมากกว่า เช่น เขตอุตสาหกรรม "อ็อกซากอน"

โครงการ NEOM (นีโอม) ของซาอุดีอาระเบียเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2017 ด้วยดีไซน์สุดล้ำ ตั้งเป้าเป็นโครงการอภิมหาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เป็นสัญลักษณ์และเสาหลักที่สำคัญที่สุดของ “วิสัยทัศน์ 2030” (Vision 2030) ของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่ต้องการปฏิรูปประเทศและลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านมาเกือบสิบปี โครงการนี้กลับไม่คืบหน้า เจอวิกฤติทางการเงินและปัญหาทางวิศวกรรมจนทำให้โครงการนี้อาจไปต่อไม่ไหว

 

เมืองอัจฉริยะ

โครงการ NEOM เมกะโปรเจ็กต์เมืองอัจฉริยะและเขตเศรษฐกิจแห่งอนาคต มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ของซาอุดีอาระเบีย ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลแดง ในแคว้นตาบุก โดยสถาปัตยกรรมภายในโครงการถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “สถาปัตยกรรมไร้แรงโน้มถ่วง” เพราะมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ต้องการให้ดูล้ำสมัยเสมือนอยู่ในอวกาศ จึงไม่แปลกที่โปรเจ็กต์นี้จะกลายเป็นที่พูดถึงในแวดวงสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองทั่วโลกทันทีที่เปิดตัว 

โดยเฉพาะไฮไลต์หลักของโครงการ อย่าง “The Line” (เดอะ ไลน์) เมืองอัจฉริยะในรูปแบบตึกระฟ้าฝาแฝดคู่ขนานกรุกระจกเงา ที่สะท้อนแสงแดดทอดยาวตัดผ่านผืนทะเลทราย มีขนาดยาว 170 กิโลเมตร สูง 500 เมตร และกว้าง 200 เมตร คาดว่าสามารถรองรับจำนวนประชากรได้สูงถึง 9 ล้านคนภายในปี 2030 โดยปราศจากมลพิษ คาร์บอน และรถยนต์ส่วนบุคคล

แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างสงสัยว่าในเชิงโครงสร้างแล้ว โครงการนี้จะสามารถสร้างได้จริงหรือ แถมยังตั้งอยู่กลางทะเลทรายที่ร้อนจัด โดยนีล ควิลเลียม นักวิจัยจากโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของสถาบันแชตแฮมเฮาส์ ได้อธิบายกับเดอะ The i Paper ว่า “The Line เป็นโครงการที่เต็มไปด้วยจินตนาการและเวทมนตร์ ซึ่งอยู่ในขอบเขตหรืออาจจะเกินจินตนาการและความเป็นจริงไปแล้ว”

‘NEOM’ เมืองแห่งอนาคตของซาอุฯ ส่อแววล่ม งบบานปลาย ขาดเงินทุน ลดสเกลโครงการ โครงการ The Line

 

นอกจากนี้ NEOM ยังมีโครงการอื่น ๆ ที่เหนือจินตนาการอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “โทรเจนา” (Trojena) สกีรีสอร์ทบนภูเขาแห้งแล้ง ซึ่งโปรโมตไว้ว่าจะมีหิมะเป็นเวลา 3 เดือนต่อปี, “ซินดาลาห์” (Sindalah) เกาะรีสอร์ทหรูสำหรับกลุ่มมหาเศรษฐีผู้ครอบครองเรือยอทช์ระดับซูเปอร์ยอทช์, “อ็อกซากอน” (Oxagon) เมืองท่าอุตสาหกรรมรูปแปดเหลี่ยมลอยน้ำ ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการผลิตที่ล้ำสมัย อีกทั้งยังตั้งใจจะสร้าง “ดวงจันทร์เทียม” ซึ่งจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้นาซ่ามาช่วยออกแบบพิมพ์เขียว

อีกหนึ่งจุดเด่นของเมือง คือ “The Chandelier” (เดอะ แชนเดอเลียร์) ตึกสูง 30 ชั้นสีเขียวสด ที่มีลักษณะเหมือนกับโคมไฟระย้าลอยติดอยู่กับสะพานสูงเหนือท่าเรือหลายร้อยเมตร แต่เมื่อมาถึงหน้างานจริง ดูเหมือนว่าเดอะ แชนเดอเลียร์ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยสถาปนิกคนหนึ่งกล่าวเตือนทาเร็ก กัดดูมี ผู้อำนวยการบริหารของ The Line ถึงความยากลำบากในการแขวนอาคาร 30 ชั้นกลับหัวจากสะพานที่อยู่สูงหลายร้อยเมตร

“คุณรู้ไหมว่าโลกกำลังหมุนอยู่ และตึกสูง ๆ ก็แกว่งไปมา แชนเดอเลียร์อาจเคลื่อนไหวเหมือนลูกตุ้ม และค่อย ๆ เร็วขึ้น ในที่สุดก็จะหลุดร่วงตกลงไปในท่าเรือด้านล่าง” กัดดูมีเล่าถึงสิ่งที่สถาปนิกบอกให้เขาฟัง

แม้จะรู้ว่าเมืองแห่งนี้ แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง แต่กลับไม่มีใครพูดความจริงกับมกุฎราชกุมารผู้ทรงดำรงตำแหน่งประธานและผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของนีโอม โดยอดีตพนักงานของโครงการเปิดเผยว่า ความกลัวกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่ ทำให้พนักงานไม่กล้าทูลเสนอข้อเท็จจริง เลือกที่จะเงียบและหาทางบรรเทาความผิดหวังของพระองค์ให้นุ่มนวลที่สุด

‘NEOM’ เมืองแห่งอนาคตของซาอุฯ ส่อแววล่ม งบบานปลาย ขาดเงินทุน ลดสเกลโครงการ
โครงการ The Chandelier

งบบานปลาย

โครงการ NEOM ยังประสบกับปัญหาการทุจริตและการตกแต่งบัญชี จากการตรวจสอบของ Fast Company พบการปกปิดต้นทุนการก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นอย่างจงใจ เช่น โครงการสกีรีสอร์ทโทรเจนาที่งบประมาณบานปลายไปสูงถึง 39,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ผู้จัดทำข้อมูลได้จงใจปรับราคาที่พักแกลมปิ้งจากคืนละ 216 ดอลลาร์ เป็น 704 ดอลลาร์ต่อคืน โดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ เพื่อแสดงให้เห็นว่าโครงการมีผลกำไร และสร้างความพึงพอใจต่อมกุฎราชกุมาร

ในตอนเปิดโครงการ คาดการณ์ไว้ว่า NEOM จะใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์ แต่จากเอกสารนำเสนอต่อบอร์ดบริหารกลับระบุว่า จะต้องใช้เม็ดเงินทุนมหาศาลสูงถึง 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ หากต้องการดำเนินโครงการให้เสร็จสมบูรณ์ตามเป้าหมายปลายทางภายในปี 2080 ซึ่งเป็นเงินจำนวนที่มากกว่างบประมาณแผ่นดินประจำปีของซาอุดีอาระเบียรวมกันถึง 25 เท่า ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเองสูญเสียเงินเปล่าไปกับการปรับเตรียมพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ การก่อสร้างเมืองและการสร้างบ้านจัดสรรที่อยู่อาศัยสาธารณะสำหรับประชาชนทั่วไปต้องหยุดชะงักลง ภาพถ่ายดาวเทียมกลับเผยให้เห็นการจัดสรรโยกย้ายทรัพยากรการก่อสร้างไปเพื่อสร้าง “พระราชวังส่วนพระองค์” ขนาดมหึมาของราชวงศ์ ประกอบด้วยหมู่อาคารหรูหรา 16 หลังและสนามกอล์ฟส่วนตัวอันโอ่อ่าท่ามกลางความแห้งแล้ง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ในการอุทิศที่ดินและงบประมาณ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในยุคใหม่

นอกจากเรื่องงบบานปลายแล้ว ยังพบว่าโครงการนี้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง รายงานจากองค์กร Human Rights Watch พบว่า มีประชาชนท้องถิ่นถูกประหารชีวิตและบังคับขับไล่จากแผ่นดินเกิด เพื่อหลีกทางให้โครงการ อีกทั้งยังมีรายงานว่าแรงงานต่างชาตินับหมื่นคนต้องเสียชีวิตในโครงการ เนื่องจากถูกกดขี่ให้ทำงานหนักเกินขีดจำกัดถึง 16 ชั่วโมงต่อวันติดต่อกันหลายสัปดาห์

‘NEOM’ เมืองแห่งอนาคตของซาอุฯ ส่อแววล่ม งบบานปลาย ขาดเงินทุน ลดสเกลโครงการ  Sindalah โครงการสกีรีสอร์ต

 

ลดขนาดโครงการ

ด้วยปัญหางบประมาณบานปลาย ทำให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียต้องลดขนาดของ The Line ลง จากความยาวเดิม 170 กิโลเมตร เหลือเพียง 2.4 กิโลเมตร ทำให้เหลือประชากรที่จะเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองนี้ไม่เกิน 300,000 คนในระยะเริ่มต้น จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 1.5 ล้านคน

ขณะเดียวกัน NEOM ยังต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกอีกมากมายที่ทำให้โครงการนี้ล่มสลายเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอันรุนแรง ปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมทั้งความตึงเครียดของสถานการณ์สงครามกับประเทศอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง จนส่งผลให้แผนยุทธศาสตร์การดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ (FDI) มูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ต้องพังทลายลง

ทอร์บยอร์น โซลท์เวดท์ ผู้อำนวยการร่วมและนักวิเคราะห์ตะวันออกกลาง จากบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง Maplecroft ชี้ว่า ความขัดแย้งกับอิหร่านเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดสำหรับการหาทุนต่างชาติ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียต้องโยกงบประมาณนับแสนล้านดอลลาร์ กลับไปสนับสนุนในส่วนของการป้องกันประเทศและการทหารแทน และบีบให้กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (PIF) ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนขาดสภาพคล่อง

ทางด้าน โมฮัมเหม็ด อัล-จาดาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของซาอุดีอาระเบีย ได้แถลงต่อสาธารณะถึงความจำเป็นในการรักษาวินัยทางการคลังและการปรับเปลี่ยนแผนโครงสร้างว่า “หากเราประกาศสิ่งใดออกไปแล้ว และเราพบว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เร่งรัด หรือจัดลำดับความสำคัญ หรือแม้แต่ตัดสินใจชะลอและยกเลิกโครงการใด ๆ เราจะทำทันทีโดยไม่ลังเล” ซึ่งแสดงถึงการส่งสัญญาณยอมรับความล้มเหลวอย่างอ้อม ๆ

ขณะเดียวกัน ยาซีร์ อัล-รูมัยยัน ผู้ว่าการกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (PIF) ซึ่งควบคุมดูแลโครงการนีโอม พยายามชี้แจงเพื่อประคองภาพลักษณ์ของการลงทุนและปฏิเสธกระแสข่าวการปิดตัวลง โดยเขาได้พยายามใช้ถ้อยคำอธิบายว่าไม่มีโครงการใดถูกสั่งยกเลิก แต่เปรียบเปรยว่าเป็นเพียงแค่ “การจัดเรียงลำดับความสำคัญใหม่” และโครงการเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่ “มีก็ดี แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต้องมี”

ความปั่นป่วนและวิกฤติความน่าเชื่อถือนี้ ยังส่งผลให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดย นัดห์มี อัล-นัสร์ อดีตผู้อำนวยการบริหารที่กุมบังเหียน NEOM มานานหลายปี ต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันในเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 และส่งมอบตำแหน่งต่อให้ ไอมาน อัล-มูไดเฟอร์ เข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการบริหารแทน เพื่อประเมินแผนยุทธศาสตร์และปรับเป้าหมายโครงการใหม่ทั้งหมด

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2026 เมื่อซาอุดีอาระเบียสั่งยุติการก่อสร้างเมือง The Line ชั่วคราวไปจนกว่าจะผ่านพ้นปี 2030 พร้อมทั้งควบคุมขีดจำกัดประชากรที่จะอยู่อาศัยสูงสุดไว้ไม่เกิน 100,000 คน พร้อมยังสั่งยกเลิกสัญญาก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินที่เป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ที่เคยลงนามร่วมกับกลุ่มของบริษัท Hyundai Engineering & Construction ของเกาหลีใต้

NEOM ต้องออกจากภาพแห่งความฝัน กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เบนเข็มไปยังเขตอุตสาหกรรมฝั่งชายฝั่ง “อ็อกซากอน” บนชายฝั่งทะเลแดงที่มีน้ำทะเลธรรมชาติช่วยในการระบายความร้อน รัฐบาลเลือกเทเม็ดเงินลงทุน 3,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต สำหรับดึงกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีฝั่งตะวันตกให้เข้ามาสร้างฟาร์มเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อหวังว่าจะได้เงินทุนกลับคืนมาบ้าง


ที่มา: Fast CompanyGizmodoinewsMiddle East MonitorThe Wall Street Journal