เปิดมุมมอง "วีระศักดิ์ โควสุรัตน์" ผ่าน 4 อัศจรรย์ใน "โควิด-19" ไทย ที่ควรถูกโลกบันทึก และคนไทยก็กำลังมีภาพจำแก่โลกยุคใหม่
4 อัศจรรย์ในโควิดไทย ที่ควรถูกโลกบันทึก
คนญี่ปุ่นมีวินัยเรื่องการเข้าแถว ความสุภาพ สะอาด และขยันซื่อสัตย์ เป็นภาพจำที่โลกยุคใหม่จำได้
คนจีนขยัน มีหัวการค้า และกล้าเผชิญอุปสรรค เป็นภาพที่โลกยุคใหม่จำได้
คนเวียดนาม ขยัน มีหัวการค้า และกล้าเผชิญอุปสรรค ก็เป็นภาพที่โลกยุคใหม่จำได้
วันนี้ เราคนไทยก็กำลังมีภาพจำแก่โลกยุคใหม่
ข่าวที่น่าสนใจ :
- ทบทวน 'โควิด-19' ในมุมที่คุณอาจยังไม่รู้!
- ‘เยียวยาเกษตรกร’ ตรวจสถานะ ‘เงินเยียวยา’ โอนแล้ว 4 ล้านราย วันนี้จ่ายอีก
- พลาดเงิน 'เยียวยา' ยังมี 'สินเชื่อ' จากออมสิน และ ธ.ก.ส. เช็ครายชื่อโครงการที่ยังกู้ได้ ที่นี่
- สรุปเหตุการณ์ ‘เยาวชนปลดแอก’ ชุมนุม ‘อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย’
- เรื่องแรก ไทยสู้โควิดได้ผลในห้าเดือนที่ผ่านมา จนเกิดผลลัพท์ที่เกินคาดของทุกคน และยังคงรักษาสถานะแผ่นดินแห่งความปลอดภัย ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นำประชากรได้อย่างน่าประทับใจ
แม้ว่ามีจุดที่คิดไม่ถึงไปบ้าง แต่ก็แก้ไขปรับปรุงกันอย่างรวดเร็ว
แปลว่าการสื่อสารกันระหว่างรัฐและประชาชน มีประสิทธิผล การบังคับใช้กฏกติกา ทำได้มีประสิทธิภาพ....มากกว่าอีกหลายต่อหลายแห่งของโลก
- เรื่องที่ 2 ถ้ามองให้ทะลุผลลัพท์ข้อแรก โลกจะเห็นว่าคนไทยใส่หน้ากากป้องกันโควิดกันอย่างมีความรับผิดชอบ ให้ความสำคัญกับการมีหน้ากากมาก แม้ตัวเลขใหม่รายวันของการติดเชื้อจะต่ำมากอย่างต่อเนื่อง และยืนยันได้ว่าไม่มีผู้ติดเชื้อใหม่ ถ้าไม่ใช่มีผู้เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ แต่คนไทยก็ไม่ดื้อกับเรื่องการสวมหน้ากากออกจากบ้าน...
แม้แต่คนที่ถูกจับได้ที่ช่องทางธรรมชาติที่ชายแดนในเส้นทางกันดารยากแก่การตรวจพบหรือเข้าถึง
ก็สวมหน้ากาก!
แปลว่ากระบวนการสาธารณสุขทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ทั้งในเมืองหลวงและตามภูมิภาค สื่อสารสาธารณะ ได้ดีอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่คนไทยส่วนมาก ไม่เพียงแต่ไม่จับมือเขย่าหรือกอดหอมแก้มกัน แต่ไหว้ และถอดรองเท้าไว้นอกบ้าน ใส่เสื้อชั้นเดียวโดยไม่ต้องมีแจ็กเกตคลุมทับ ทำให้การซักผ้าตากแดดทำได้สม่ำเสมอกว่า (ยกเว้นคนเมืองที่ยังมีค่านิยมสวมสูททับ ทั้งชายและหญิงตามที่ทำงาน)
ระบบการเรียนแพทย์พยาบาลของไทยเป็นระบบเรียนแล้วต้องใช้ทุน ทำให้บุคลากรสายนี้ผ่านการสัมผัสคนยากไร้ห่างไกลบริการมาก่อน จึงมีประสบการณ์กับการดูแลที่เห็นคนจนคนมีมาแล้ว
- เรื่องที่ 3 state quarantine ของไทย ทั้งดูดี ทั้งปลอดภัย อาหารอร่อย ห้องพักสวยงาม ไม่มีใครเผ่นหนีออกจากพื้นที่ state quarantine
แปลว่า การต้อนรับขับสู้ดูแลให้ความอบอุ่นสบายใจของไทย หรือที่เรียกกันว่า Thai Hospitality ที่ดูแลแม้ท่านจะไม่ใช่ลูกค้าผู้จ่ายเงินเอง ก็ทำได้น่าประทับใจมาก...เพียงแต่นับจากนี้ไปคงเป็นความรับผิดชอบของผู้ต้องถูกเข้า State quarantines ที่ต้องจ่ายแล้ว แต่ข้อดีก็คือมีหลายระดับราคาที่จะให้บริการอย่างสบายๆ
- เรื่องที่ 4 ความเข้มแข็งและเข้าถึงทุกบ้านทุกเรือนในชุมชนของ อสม.และตู้ปันสุข ตามพื้นที่ต่างๆ ที่คนไทยในแทบทุกหัวระแหงตั้งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อสม.ไม่เคยมีการเลือกปฏิบัติ ไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่เกิดด้วยน้ำใจและความรู้สึกร่วมอย่างดี มหัศจรรย์ที่ชัดเจน ที่เราอมไว้ในแก้มมานาน
คำว่า เราคนไทยไม่ทิ้งกันก็ดี...เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (ถ้ามีใครคอยช่วยเตือนบอกสังคม) นั้น...เป็นประโยคที่ใช้งานได้ในวัฒนธรรมนี้
สี่เรื่องที่ผมหยิบยกมานี้ ถ้าไม่มีโควิด-19 มาท้าพิสูจน์ เราส่วนใหญ่ก็คงไม่มีโอกาสได้ประจักษ์ แน่นอนว่า การเกิดผลลัพท์สี่ประการข้างต้นนั้น มีองค์ประกอบและบทเรียนท้าทายในแต่ละท่อนมากระตุ้นพวกเราอยู่บ้าง เช่น เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับหน้ากากถูกกักตุนหรือไม่ คงมีส่วนกระตุ้นให้คนเห็นความมีค่าของหน้ากากอนามัย ดังนั้นเมื่อได้มาแล้วก็เลยเต็มใจใส่กัน หรือเรื่องผีน้อยรุ่นแรกที่กลับมาแล้วสื่อสารกับสังคมไปแบบดูจะขาดความรับผิดชอบที่พึงมีตามยุคสมัย
แต่เมื่อรัฐสื่อสารสังคมว่า มาตรฐานในการดูแลของ state quarantine จะเป็นระดับมี hospitality และส่งมอบมาตรฐานนั้นได้จริง
เสียงเล่าของผู้ผ่าน state quarantine นับแต่นั้น ก็กลายเป็นเสียงรีวิวแห่งความมั่นใจ และเชื่อถือได้ว่ามาตรฐานนี้ ไม่เพียงมีจริง แต่มีดีกว่าที่คาดไว้เสียด้วย
กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมไทยจะผ่านมาแบบไหน คนข้างนอกไม่ได้ใส่ใจ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ก็กำลังเป็นประวัติการณ์ระดับสากลที่คนทั่วโลกต้องยอมจดจำ เห็นกราฟ โควิดไทยที่เทียบกับกราฟโควิดของโลก แล้วไทยดูจะไม่ใช่พื้นที่น่าห่วง คนบนโลกกำลังหดหู่ สับสน เครียด และท้อแท้ หรือแม้แต่ปิดหูปิดตาไม่อยากรับรู้ เรื่องโควิดไปเสียเลยก็มี
ไทยจะใช้เรื่องนี้ จังหวะนี้ ตอกย้ำ และทำให้เป็นอีก soft power ใหม่ของเราหรือไม่
ถ้าจะทำ ควรทำอย่างไร และจะทำแบบเนียนๆ ได้ดีแค่ไหน เพราะสถานะแห่งความน่าประทับใจตามผลลัพธ์ทั้งสี่ข้างต้นนั้น
....เงินและอำนาจ ก็ซื้อผลลัพธ์อย่างนี้มาครองไม่ได้....
เพราะมันมีมากกว่าสภาพบังคับได้เฉยๆ แต่มี "ความร่วมมือ" อย่างมหาศาลปนมาในนั้นด้วย!!
ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ร่วมมืออย่างดีและเพิ่มความระมัดระวังด้วยสิ่งที่พอจะหยิบฉวยหามาใช้ได้กับตัวเองและคนที่รัก แม้บางคนอาจบอกตัวเองย้ำๆ ว่าฉันไม่ได้จะร่วมมือกับรัฐ แต่การบังคับโดยสังคมก็กลับให้ผลที่ชะงัดไม่แพ้กัน แถมยังอาจมีพลังสูงกว่า
ผมนึกย้อนไปถึงสถานะความน่าประทับใจเมื่อครั้งสังคมไทยได้ร่วมมือกัน และร่วมมือกับทีมกู้ภัยทั่วโลกที่เร่งกันเข้ามาช่วย น้องๆ13หมูป่าติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ที่แม่สาย เชียงรายเมื่อสองปีที่แล้ว
สื่อมวลชนจากทุกสำนักทั่วโลกรายงานความ มหัศจรรย์ ครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง
- ข้อเสนอที่ผมมีในคราวนี้คือ
ตั้งรางวัลให้นักคิดนักสร้างสื่อบันเทิง คนสร้างหนังในไทยให้ผลิตคลิปหนังสั้น ที่จะส่งฉายเป็นไวรัลให้คนในโลกที่กำลังคลานผ่านอุโมงค์อันคดเคี้ยวยากลำบาก และแสนจะยาวนานเกินเตรียมการไหวของการระบาดของโควิด19หนนี้
คลิปที่ทำให้เกิดทั้งความหวัง ความเชื่อถือ ความน่าประทับใจ ความน่าตื้นตันใจ ต่อ ค่านิยมไทย ต่อวัฒนธรรมไทย ต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และต่อ "คนไทย" โดยรวม
และถ้าคลิปนั้นทะลุทะลวงผ่านระบบสื่อสาร แอพพลิเคชันต่างๆไปประคองหัวใจแห่งความหวังของคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ จอหนัง หรือแม้กระทั่งกลายเป็นข้อเขียนหรือกลายเป็นคำบอกเล่าจากปากต่อปากสู่วงสนทนาในที่ไกลลิบ
นี่คือโอกาสที่เงินหมื่นล้าน ก็ซื้อไม่ได้
คล้ายกับที่ไทยเราเคยออกคลิป 30 วินาทีที่ขอบคุณโลก ที่มาช่วยหมูป่าติดถ้ำหลวง และสร้างศักดิ์ศรีไทยในเวทีภาคนานาชาติอย่างที่สัมผัสได้มาแล้วเมื่อสองปีก่อน
ผู้สามารถสร้างสรรค์การบอกเล่าอาจไม่ได้มาจากคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เท่านั้น
เพราะความสามารถสร้างสรรค์อาจมาจากใครก็ได้..ที่อ่านทะลุอารมณ์
โลกกำลังตะลึงกับตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ ที่ทะลุ 13 ล้านคนและยังเพิ่มต่อทุกวัน
หลายสังคมในโลกกำลังประหลาดใจกับความรั้นของสังคมประเทศที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและทุน ตะลึงกับความรั้นของผู้นำ ตลอดจนความไม่ร่วมมือของประชาชน ความสูญเสียต่อสุขภาพและชีวิตอย่างน่าตกใจเพราะความตายสะสมได้แซงแม้แต่ภัยสงครามไปเรื่อยๆทุกวัน
มีการแย่งชิงสินค้าจำเป็นด้วยอำนาจรัฐ มีแม้แต่การแย่งชิงสินค้าด้วยผู้คนธรรมดาราวกับปล้นทองคำ
ทุกสังคม จึงกำลังต้องการ ภาพจำที่ดี มีเหตุผล มีพลังใจ มีความห่วงใย มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีน้ำใจการแบ่งปัน มีความสามัคคี มีความต่อเนื่อง เพราะทำให้สังคมมีความหวัง
ความหวังว่า แม้จะมีความเสียหายของสิ่งสมมุติทางเศรษฐกิจมากมาย แต่ถ้าความมีน้ำใจและผลมหัศจรรย์ทั้งสี่เกิดขึ้นที่เมืองไทยได้ เมืองของพวกเขาก็ยอมศึกษาตัวอย่างดีๆ จาก"คนไทย" ได้เช่นกัน เพราะเมืองไทยและคนไทย ให้ตัวอย่างที่ไม่เพียงเกินคาดแก่โลก แต่เกินคาดแม้แก่คนไทยด้วยกันเอง
เราเริ่มนับถือในความร่วมมือ และความเสียสละที่เรามีร่วมกัน
สินค้าไทย อาหารไทย การยกมือไหว้ของไทย ตู้กับข้าวปันสุขแบบไทย ความใจสู้เสียสละ และเชื่อมั่นในความรู้ของแพทย์และระบบการสาธารณสุขไทย จะทำให้แฟชั่นไทย หน้ากากผ้าของชาวบ้านไทย ละครไทย บทเพลงและดนตรีไทย สถาปัตยกรรมไทย ปิ่นโตไทย อาสาสมัครสาธารณสุขไทย สิ่งประดิษฐ์ไทย งานฝีมือไทย จะกลายเป็นของน่าใช้ น่าศึกษา ของคนอีกจำนวนสักเท่าไหร่ก็เดาไม่ถูกเช่นกัน
นี่ใช่ไหม ที่จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้อีกต่อหนึ่ง
อีกเรื่องที่น่าเล่าคือการมาถึงของรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเปลี่ยนต้นทุนขนส่งเดินทางและการเกิดเมืองใหม่ล้อมรอบทุกสถานีและชานชาลาทั่วประเทศ เป็นความหวังที่มาจริง และดึงดูดการลงทุนทั้งจากภาคชุมชนชาวบ้าน ภาคธุรกิจไทย และเงินลงทุนระหว่างประเทศได้จริง
เพราะสร้างจริง เชื่อมจริง และเดินรถได้จริง
ออกแบบชานชาลาให้คนแก่ คนท้อง คนพิการเข้าถึงสะดวก เด็กเล็กก็ปลอดภัย คนลากกระเป๋าและรถเข็นเด็กก็สะดวก มีบริการส่งและรับของฝากของทุกชานชาลา มีเครนขับยกพัสดุจากขบวนรถขึ้นล่องเพื่อสินค้าการเกษตรในทุกสถานี รถไฟจะไม่เสียเวลา ราคาก็มาตรฐาน มีตู้เสบียงตู้อาบน้ำ แม้แต่ตู้เปิดบริการบีบนวดโดยหมอนวดชาวบ้านที่มี่ฝีมือ มีบุคลกรมาตรฐานผ่านการฝึกฝน ช่วยดูแลเด็กหรือคนเปราะบางที่ต้องเดินทางคนเดียว มีผู้ทำหน้าที่ล่ามภาษาประจำสถานี มีระบบโทรสายด่วนบนทุกขบวนให้บริการสนับสนุนด้านภาษามือและภาษาต่างประเทศ
นี่ใช่ไหมที่จะขยับขับหมุน เศรษฐกิจภาคการบริบาล ในไทย ด้วยพลังผสานระหว่างคนรุ่นเดิมและคนรุ่นใหม่ ที่กำลังพึ่งการจ้างงานจากสำนักงานห้างร้านและรูปแบบธุรกิจเดิมๆแทบไม่ได้เสียแล้ว
คนมีฝีมือเชี่ยวชาญอย่างนักบินยังตกงาน... เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอทั้งนั้น
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจแบ่งปัน จะทำให้คนที่คุ้นเคยแต่กับเศรษฐกิจแข่งขัน กลับมีกำลัง
เพราะในที่สุดแห่งทุกบันทึกทางประวัติศาสตร์ สิ่งมีค่าที่สุดเสมอของชีวิตมนุษย์ในทุกความยากลำบาก คือ ยังเชื่อว่าชีวิตยังมีความหวัง
เราต้องทำให้คนไทยและความมีน้ำใจไทย ความอ่อนโยนและรับฟังกันอย่างสุภาพได้ของคนไทย เป็นของขายได้ และต้อง"ขายดี"
แล้วอื่นๆ ก็จะดี และขายดี ตามไปได้เอง
โลกใช้เครื่องไฟฟ้า กล้อง เลนส์ รถยนต์ และเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวและรับแฟชั่นจากญี่ปุ่นมาใส่กันได้อย่างมั่นใจ เต็มใจ
เพราะโลกยังจำคนญี่ปุ่นอย่างบรรทัดแรกของบทความนี้ได้ต่อไปอยู่นั่นเอง
สะอาด ขยัน สุภาพ มีระเบียบและซื่อสัตย์
ไม่ว่าญี่ปุ่นจะจัดโอลิมปิคในปีหน้าได้หรือไม่ก็ตาม
"วีระศักดิ์ โควสุรัตน์" สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตเลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ








