วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดผลสธ.สกรีนตรวจโควิด-19กลุ่มคน-พื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ

สธ.ตรวจเฝ้าระวังโควิด-19 กลุ่มคน-พื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ มุ่งเจาะผู้ไม่มีอาการทำแล้ว 80 % ราว 8 หมื่นคน ผลไม่พบเชื้อ ลุยต่อครบตามเป้า 1 แสนคน สร้างความมั่นใจว่าไม่หลุดรอด-ไม่ตกหล่น เชื่อภายในประเทศเชื้อน้อยลงมาก แต่ไม่อาจการันตีปลอด100% ย้ำคนไทยต้อง


นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า จากการที่ดำเนินการตรวจเพื่อเฝ้าระวัง และค้นหาการติดโรคโควิด-19ในกลุ่มประชากรเสี่ยง หรือสถานที่เสี่ยง (Sentinel surveillance) ดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ พิจารณาจำนวนการตรวจในแต่ละจังหวัดตามความเสี่ยงของข้อมูลทางระบาดวิทยา โดยประชากรกลุ่มเสี่ยง อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ต้องขัง ผู้ต้องกัก คนขับหรือพนักงานประจำรถสาธารณะ พนักงานไปรษณีย์ พนักงานส่งของ กลุ่มแรงงานต่างด้าวในแคมป์ก่อสร้าง ที่อยู่ในหอพักเดียวกันจำนวนมาก และกลุ่มอาชีพเสี่ยงอื่น เช่น แม่ค้า/พ่อค้าหรือพนักงานขายของในตลาด/ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น และสถานที่เสี่ยง ที่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก อาทิ ชุมชนแออัด ศาสนสถาน สถานีขนส่งผู้โดยสาร และสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น ใช้การเก็บตัวอย่างจากการขากเสลด และตรวจโดยการรวมกลุ่มตัวอย่าง(Pool Sample) ด้วยวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมRT PCR ที่เป็นการตรวจมาตรฐาน

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ขณะนี้ดำเนินการตรวจแล้วราว 8 หมื่นรายทั่วประเทศ หรือคิดเป็น 80 % ผลไม่พบเชื้อ แต่มีการตรวจพบผลเป็นบวกในผู้ที่รายเดิมเคยติดโรคโควิด-19มาก่อน ซึ่งอาจจะเป็นการตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อที่ยังมีอยู่ร่างกายได้ แต่ก็มีการดำเนินการจนครบกระบวนการ คือนำไปเพาะเชื้อ เพื่อทำให้เกิดความั่นใจว่าเชื้อที่ตรวจเจอนั้นจะไม่แพร่กระจายหรือมีความสามารถในการแพร่เชื้อ ผลการเพาะก็พบว่าเชื้อนั้นไม่ได้มีการเติบโต จึงไม่ได้มีความสามารถในการแพร่เชื้อต่อไป ทั้งนี้ ตามเป้าหมายจะดำเนินการให้ครบ 1 แสนราย คาดว่าอย่างช้าที่สุดจครอบคลุม 100 % ภายในเดือนมิถุนายน 2563 

“การตรวจเพื่อเฝ้าระวังในประชากรกลุ่มเสี่ยงและสถานที่เสี่ยงนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความมั่นใจว่าไม่ได้หลุดรอด ไม่ตกหล่น จึงมีการตรวจเชิงรุก ด้วยการออกแบบการตรวจในคนปกติที่ไม่มีอาการ แต่มีโอกาสทางระบาดวิทยาที่จะได้รับเชื้อจึงสุ่มตรวจทั้งหมด ตั้งเป้าหมายตรวจ 1แสนรายตรวจแล้ว 80 % ก็ไม่พบเชื้อ นำมาสู่การผ่อนคลายกิจการเป็นระยะๆ เพราะว่าในช่วงต้นหลังมีการระบาดยังมีคนติดเชื้อตกค้างอยู่ จึงมีการผ่อนปรนกิจการที่มีความเสี่ยงน้อยๆ เมื่อถัดมาจำนวนผู้ป่วยเริ่มน้อยลงอีก ก็ผ่อนปรนกิจการกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น กระทั่ง ปัจจุบันบางกิจการที่ต่างประเทศไม่เปิด แต่ประเทศไทยเริ่มเปิด เพราะเชื่อว่าภายในประเทศเชื้อน้อยลงมากแล้ว”นพ.สุวรรณชัยกล่าว 

นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า ในประเทศไทยสามารถควบคุมโรคได้ดี เพราะมี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ลดการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศ แม้ว่าในช่วงต้นจะจัดระบบได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสภาพปัญหาที่เผชิญอยู่ยังต้องให้ต้องพิจารณามิติอื่นที่โดดเด่นกว่า เช่น ไม่สามารถห้ามคนเดินทาง เพราะยังมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามา หรือยังมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนำเชื้อกลับเข้ามา แต่เมื่อการรับรู้ของประชาชนในสังคมและรัฐบาลตัดสินใจที่จะนำประเด็นด้านสุขภาพนำ จึงปรับวิธีการโดยไม่ได้ปิดประเทศ เพราะยังมีคนเดินทางเข้ามา เพียงแต่จัดลำดับกลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นคนไทยที่เดือดร้อนเมื่ออยู่ต่างประเทศเพราะสถานการณ์โรคระบาด และกลุ่มที่2 เป็นคนต่างชาติในส่วนที่มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจสูงมากๆ เช่น ทูตานุทูต องค์กรระหว่างประเทศ หรือมีความจำเป็นต่อกระบวนการผลิตที่สำคัญ แต่ทั้งหมดเข้ามาในวิธีที่มีการควบคุม มีการกักกัน 14 วัน เพราะฉะนั้น หากมีเชื้อก็จะถูกดักไว้ ไม่ให้ไปติดคนอื่นๆต่อไป 

2.การค้นหาผู้ป่วยไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะของการป่วยจริง คือ มาเข้ารับการรักษาที่รพ. หรือการค้นหากรณีที่มีอาการน้อยๆในชุมชน หรือการค้นหาในกลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อ เมื่อทำอย่างต่อเนื่องก็เป็นการตัดวงจรการระบาดเป็นรุ่นๆต่อเนื่องไป เมื่อครบรอบระยะฟักตัว 14 วัน หรือ 28 วัน หรือ 42 วัน การพบผู้ติดเชื้อก็จะค่อยๆน้อยลงเรื่อยๆ และ3.วินัยของคนไทย ซึ่งไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าคนไทยจะทำได้แต่คนไทยทำได้ ในเรื่องวินัยต่อการมีพฤติกรรมป้องกันโรคที่สำคัญ คือ การใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และพยายามหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัดหรือเว้นระยะห่าง ซึ่งมาตรการเหล่านี้หากคนไทย 70-80%ปฏิบัติตามก็ส่งผลต่อการป้องกันควบคุมโรคแล้ว ดังนั้น 3 ปัจจัยนี้จึงทำให้มั่นว่าการควบคุมโรคของประเทศไทย อยู่ในระดับที่จัดการปัญหาได้แล้วจริงๆ 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ถ้าตรวจแบบเฝ้าระวังนี้ครบ 100 % สามารถการันตีได้หรือไม่ว่า ในประเทศไทยน่าจะปลอดเชื้อโรคโควิด-19แล้ว นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า คงไม่ได้ แต่ต่อให้มีบางคนที่ติดเชื้อหรือป่วย ซึ่งอาจจะเป็นเล็กๆน้อยๆและเชื่อว่าส่วนที่เหลือน่าจะเป็นคนที่ไม่มีอาการ เพราะถ้ามีอาการจะไปรับการรักษาที่รพ. แต่คนกลุ่มนี้จะแพร่เชื้อต่อได้อย่างไร ในเมื่อคนไทยมีการป้องกันด้วยการใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง เพราะฉะนั้น คนไทยจะต้องคงมาตราการป้องกันตัวไว้อย่าให้การ์ดตก