นายกแพทยสภา ชี้ร่าง พ.ร.บ.สเต็มเซลล์ ช่วยคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกหลอกจากวิธีรักษาที่ไม่ผ่านการรับรอง
หลังพบคนไทยถูกหลอกเป็นจำนวนมาก หัวหน้าศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิด จุฬาฯ ระบุ ยังไม่มีการศึกษารับรองว่าสเต็มเซลล์ช่วยชะลอความแก่ เตือนใช้ไม่เหมาะสมเสี่ยงถึงชีวิต
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวเมื่อวานนี้ (25 ก.พ.) ถึงกรณีการคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.สเต็มเซลล์ พ.ศ. .... โดยอ้างว่ากฎหมายดังกล่าวกีดกันการเข้าถึงการรักษาโรคของประชาชน และกีดกันแพทย์ไม่ให้ทำการทดลองวิธีการรักษาโรคต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์ ว่า ร่าง พ.ร.บ.สเต็มเซลล์ฯ ออกมาเพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกหลอกจากวิธีการรักษาที่ยังไม่ได้รับการรับรอง เพราะคนไทยถูกหลอกเป็นจำนวน
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า อย่างเช่นกรณีที่พาไปฉีดเฟรชเซลล์ที่ประเทศเยอรมนี ได้อ่านเอกสารแล้วก็พบว่าแม้แต่ประเทศเยอรมนียังให้คนไข้เซ็นชื่อรับทราบว่า วิธีการดังกล่าวยังไม่มีการรับรองว่าสามารถรักษาโรคได้ผลดี แต่กลับไม่เคยมีใครอธิบายเรื่องนี้ให้คนไข้ทราบ
"ขอยืนยันว่าไม่ได้กีดกันแพทย์ไม่ให้ศึกษาวิจัยเรื่องดังกล่าว แต่ถ้าจะทำต้องมาขออนุญาตก่อน เพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง และปัจจุบันมีแพทย์ที่ศึกษาเรื่องนี้จำนวนไม่น้อย" นพ.สมศักดิ์ กล่าว
ด้าน นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิด และเซลล์บำบัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยอมรับให้ใช้สเต็มเซลล์ในการรักษา 5 โรคทางโลหิตวิทยาเท่านั้น ยังไม่ได้รับรองการรักษาอื่นๆ ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากทั่วโลก ทั้งในอเมริกา อังกฤษ และยุโรป
เขากล่าวว่า หากมีการรักษาใหม่ๆ ที่มีหลักฐานเป็นที่ยอมรับ กรรมการแพทยสภาและผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดก็จะพิจารณาให้การรับรองเพิ่มได้ อย่างล่าสุด เมื่อปลายปี 2557 ที่ยุโรปประกาศจะยอมรับผลิตภัณฑ์จากสเต็มเซลล์กระจกตาเพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคสเต็มเซลล์กระจกตาเสื่อมหลังจากได้วิจัยมาแล้วกว่า 10 ปี ถ้าไทยจะยอมรับเป็นการรักษามาตรฐานตามยุโรป ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์และแพทยสภาก็ต้องมากำหนดคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการ และมาตรฐานการปลูกถ่าย รวมถึงกำหนดสถานที่ให้บริการนี้
นพ.นิพัญจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนที่ระบุว่าสเต็มเซลล์จะเข้าไปช่วยเพิ่มเทโรเมียชะลอความแก่นั้น แม้สเต็มเซลล์บางชนิดจะมีเอนไซม์เทโรเมอเรสในเซลล์มากกว่าเซลล์ร่างกายทั่วไป แต่ไม่มีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสเต็มเซลล์สามารถทำให้เกิดการเพิ่มเทโรเมียในเซลล์อื่นๆ หรือสเต็มเซลล์ด้วยกัน
นพ.นิพัญจน์ กล่าวว่า ในทางวิทยาศาสตร์มีวิธีที่จะเพิ่มเทโรเมอเรสในเซลล์ได้แต่วิธีที่ใช้ซับซ้อนกว่านี้มาก ไม่สามารถหวังว่าสารที่สเต็มเซลล์หลั่งจะทำให้เกิดผลดังกล่าว ในทางกลับกันการนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมจะทำให้ผู้ป่วยได้รับความเสี่ยง คือ เกิดการแพ้ตั้งแต่ในระดับเล็กน้อย จนถึงขั้นช็อกเสียชีวิต อุดตันเส้นเลือดทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ไตวาย หรือกลายเป็นเซลล์ชนิดที่ไม่ต้องการ เช่น กระดูกในหัวใจ กลายเป็นเนื้องอก
"ในกรณีที่เพาะเลี้ยงเซลล์ของตัวเองข้างนอกก่อนปลูกถ่ายเข้าไปนั้นมีความเสี่ยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเป็นเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้คลินิกที่ไม่ได้รับการควบคุมยังมีการผสมสารต่างๆ ที่อันตรายเข้าไปอีกด้วย" นพ.นิพัญจน์ กล่าว
เขากล่าวอีกว่า แพทย์แผนปัจจุบันต่างพูดตรงกันว่าวิธีที่นำมารักษาผู้ป่วยทุกประเภทต้องผ่านการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดว่าปลอดภัยต่อผู้ป่วยจริง ในอนาคตสเต็มเซลล์อาจนำไปใช้รักษาโรคได้อีกมาก แต่ที่ออกมาบอกว่าเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกนั้น น่าจะมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุม ตรงนี้ก็ต้องทำให้มีความชัดเจน









